2007/Nov/07

Warning!! : Yaoi Fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง
แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction
และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อม
ที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ




 

Title: Just so warm when you're near
Author: CiTRiNe
Couple: Kibum & Donghae
Genre : POV (point of view)
Status: Short Fiction (What is love Project)
Theme Song :
2gether 4ever_Shinhwa


“พี่ยูชอน เช้านี้เป็น ดาควอส กับคาเฟ่ มอคค่านะฮะ” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นที่ชั้นล่างพร้อมกับร่างผอมบางที่กำลังจัดขนมปังและกาแฟเป็นอาหารเช้าให้ญาติสนิทที่มีดีกรีเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่ซุกหัวนอนของเขา แล้ววิ่งไปหยิบหมวกกันน็อคใบเก่งมาใส่พร้อมยืนรอสารถี แต่เหมือนเจ้าตัวจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบวิ่งกลับไปที่หน้าเคาน์เตอร์อีกครั้ง

“อ่อ!!..พี่ฮะ เค้กชา กับคาเฟ่อเมริกาโน่ แล้วก็โกโก้ร้อนใส่ครีมของพี่ยุนโฮกับจุนซูวางอยู่ข้างกระติกน้ำร้อนอย่าลืมให้นะฮะ แล้วถ้ากลางวันจะกินอะไรก็โทรไปนะฮะ”

“อือ! แล้วจะโทรไป รีบไปเถอะ จะไปเยี่ยมแจจุงด้วยไม่ใช่เหรอไง แล้วอ่ะนี่ พี่ฝากเยี่ยมแจจุงด้วย” ร่างสูงเดินออกจากร้านคอนวีเนี่ยนของตนมาหยุดยืนที่หน้าเคาน์เตอร์ ตอบน้องชายตัวดีก่อนที่จะหยิบถุงของเยี่ยมฝากไปให้คนป่วยที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล

“ฮะ รีบ แต่เจ้าบ้าคิบอมยังไม่ลงมาเลย น่าโมโห!!” เสียงตอบดังลั่นเหมือนหงุดหงิดซะเต็มประดา แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มซะแป้น ยิ่งพอได้ยินเสียงอีกคนวิ่งกระหืดกระหอบใกล้เข้ามายิ่งดูชอบใจ แถมยังแกล้งเดินหนีซะงั้น จนพี่ชายที่ยืนมองส่ายหน้าคิดไม่ตกว่า น้องเรามันเต็มเต็งมั้ย

“เดี๋ยวทงเฮ! รอด้วยซิ อรุณสวัสดิ์ฮะพี่ยูชอล ไปก่อนนะฮะ”เด็กหนุ่มหน้าเข้ม ที่รีบวิ่งลงบันไดมา หันมากล่าวทักทายกับยูชอลก่อนจะเอ่ยลารวบยอดไปด้วยในตัวด้วยความเร่งรีบ

“ชักช้าน่ะนาย เดี๋ยวก็ไม่รอซะเลยนี่”ไอ่ท่ายืนเท้าเอวบ่นเขาฉอดๆนี่นะ ถ้าใครมาเห็นเข้า คงจะขำกับท่าทางคนตัวเล็กนี่ได้ไม่น้อย
ตัวแค่เนี้ย น่ากลัวเหลือเกิน ลี ทงเฮ

“ไม่รอฉันแล้วนายจะไปยังไง”โดนอีกฝ่ายสวนกลับแบบนี้ทำเอาอ้าปากค้างอึ้งไปหลายวิอยู่ แกล้งเบ้หน้าทำงอน

“โหยยยยยยย” ลากเสียงสูงขึ้นอย่างขัดใจ “ง้อตายล่ะ คิม คิบอม!! ฉันเดินไปขึ้นรถเมล์เอาก็ได้” ปากน้อยๆยังไม่วายที่จะประชดให้อีกคนได้ยิ้มจางๆในความรั้น แถมไม่ได้พูดเปล่าคนตัวเล็กยังทำปากจิ้จ๊ะน้อยๆเดินหันหลังออกไป ทั้งที่ยังใส่หมวกกันน๊อคอยู่เลย แต่อีกคนก็ไวพอจะคว้าข้อมือไว้ทัน

“เอาน่า อย่างอนเลยน่านะ โอเค ฉันผิด ฉันชักช้าเองโอเคมั้ย ไปกันเถอะ เดี๋ยวขนมที่จะฝากพี่แจจุงเย็นหมดก็ไม่อร่อยกันพอดี ม๊ะ! ขึ้นมาเร็ว” คนขี้งอนแอบอมยิ้มเล็กๆก่อนจะยอมขึ้นรถดีๆเพียงแค่อีกคนนึงยอมง้อ ทงเฮก็พร้อมจะหายงอนง่ายๆแบบนี้ล่ะ

“ก็แค่นั้นล่ะ ชิ นายล่ะน๊า ยอมรับมาตั้งแต่แรกก็จบ ทำไมต้องคอยให้ฉันบ่น.....บลาๆๆ”เสียงเล็กๆพล่ามบ่นค่อยๆแผ่วลงพร้อมกับช็อปเปอร์คันโตของคิบอมที่แล่นไกลออกไปเรื่อยๆ
.
.
.
.
ฮึ่!... นี่ก็อีกคู่ครับ สองคนนี้ทำให้ผมประหลาดใจมาจนถึงวันนี้ คิบอมกับทงเฮ ทำไมน่ะเหรอฮะ ก็เพราะถ้าถามผมว่า ผมรู้ว่ายุนโฮกับจุนซู รู้สึกดีๆต่อกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมต้องบอกเลยว่า สองคนนั้นถึงจะดูไม่ยากแต่ดูก็ไม่ง่ายเลยเพราะต่างฝ่ายเก็บความรู้สึกเอาไว้ซะมิดชิด เอาแต่ตีหน้ายักษ์ใส่กันได้ทุกวัน กว่าผมจะรู้ก็ล่อมาซะวันเปิดตัวแล้วนั่นล่ะ ที่สำคัญผมก็ไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นซะด้วย(ผมพูดจริงๆนะครับ) แต่พอย้อนไปคิดๆดู คู่นั้น ก็มีแววมานานแล้วล่ะครับ ส่วนชางมินกะแจจุงน่ะ ดูแจจุงน่ะไม่ยากหรอกครับแต่ชางมินนี่ ไม่รู้สิ บอกตรงๆผมว่าเค้าก็คงรู้สึกดีๆอยู่บ้างล่ะ โดยเฉพาะช่วงหลังๆมาอย่างที่บอกครับ สายตาและการกระทำที่ชางมินมีให้แจจุงมันเปลี่ยนไป ถ้าผมเดาไม่ผิด เร็วๆนี้การรอคอยของแจจุงคงสิ้นสุดแล้วล่ะ(ถ้าชางมินไม่โง่จนเกินไปนะฮะ) แต่เจ้าตัวเล็กน้องผมกับเจ้าเด็กกวนบาจานี่ซิ บอกตรงๆใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นล่ะครับ แต่สองคนนั่นดันดูกันเองไม่ออกให้ตายสิ อย่างว่าแหละครับ สองคนนั่น มันเอาแต่มอง มองอย่างเดียวไม่ยอมพูดซักทีนี่นะ แล้วไอ่ความรู้สึกดีๆที่อยู่รอบตัวสองคนนั้น มันให้ความรู้สึกอบอุ่นก็จริง แต่ก็บางเบาจนเหมือนสัมผัสไม่ได้ ได้แค่รู้สึก ทำไมผมถึงพูดแบบนี้น่ะเหรอครับ งั้นผมจะเล่าให้ฟัง

ผมน่ะดูออกตั้งแต่วันแรกที่คิบอมมาอยู่ที่นี่เชียวล่ะ เก่งใช่มั้ย ก็มีอย่างที่ไหนครับ ผมน่ะเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์นี่นะ แต่เจ้าคิบอม มันกลับบอกให้ผมย้ายห้องซะเพราะมันต้องการห้องที่ผมอยู่ เรื่องมันเริ่มเมื่อสามเดือนก่อนเพราะทงเฮพาคิบอมมาเช่าห้องครับ
.
.
.

Flash Back
“พี่ฮะ อพาร์ทเม้นท์เรายังมีห้องเหลืออยู่ห้องนึงใช่มั้ยฮะ “ทงเฮเอ่ยถามขึ้นขณะกำลังช่วยยูชอล จัดเรียงของขายในคอนวีเนี่ยน

“อือ ใช่ ถามทำไม”ร่างสูงเอ่ยตอบ พลางเงยหน้ามองญาติผู้น้องอย่างแปลกใจ

“งั้นเพื่อนผมจองนะฮะ พอดีเค้าต้องหาที่อยู่ใหม่ ผมเลยชวนเค้ามาเช่าที่นี่ สงสัยว่าจะมีปัญหากับที่อยู่เก่าเห็นว่าต้องออกกระทันหัน พี่ก็อย่าไปขูดเลือดขูดเนื้อเขาล่ะ เขาพึ่งเข้าทำงานได้ไม่นานนี่เอง คงยังไม่มีตังค์มากนักหรอก ”

“พูดอย่างกะฉันหน้าเงินนักนี่ ถ้าฉันงกจริงนะ ป่านนี้นายกระเด็นไปนอนที่ลานจอดรถแล้วไอ้ตัวเล็ก”

“ก็ไม่ได้ว่าอย่างนั้น แค่บอกว่า เขาคงไม่มีเงินมากนัก ไม่งั้นคงไม่ต้องหาห้องใหม่กระทันหันแบบนี้ ส่วนเรื่องผม...ถ้ามี ผมจะรีบเอามาจ่ายให้นะฮะ”คนตัวเล็ก หน้าหงอยลงไปถนัดตา

“ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย คิดมากน่า บอกแล้วไง ว่ามีเมื่อไหร่ค่อยให้ ยังไงนายมันน้องฉันนะ จะทิ้งได้ไง ว่าแต่เพื่อนเราน่ะ ผู้ชายผู้หญิงล่ะ”ยูชอลละมือจากการจัดของหันมาพูดอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นพลางเอามือลูบหัวปลอบน้องชายไม่ให้คิดมาก แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายถามและคิด...
ถ้าเป็นผู้หญิงก็ดีสิ ยิ่งสวยด้วยก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก อพาร์ทเม้นท์จะได้สดชื้น สดชื่นนนนนนนน

“ผู้ชายฮะ ก็คนที่มาส่งผมเมื่อวาน พี่ทันได้เห็นหน้าเค้าหรือเปล่า”

“เหรอ หว้า~น่าเสียดาย”ได้ฟังคำตอบ ของน้องชายทำเอาหน้าเหี่ยวไปโข หันกลับมาจัดของต่อ อย่างเซ็งๆ

“หัวงูน่าพี่ แบบนี้ล่ะนะ ถึงได้ไม่มีผู้หญิงที่ไหนกล้าย่างกรายเข้าใกล้อพาร์ทเม้นท์เรา เพราะพญางูบนหัวพี่น่ะ มันเล่นแผ่แม่เบี้ยให้สาวๆเห็นแบบระยะไกล ตั้งแต่หน้าสวนยออีโดนู้น”

ท่าทางของพี่ชายทำเอาคนเป็นน้องต้องส่ายหัวน้อยๆอย่างระอา พลางก้มลงเก็บเศษขยะใส่ถัง พร้อมกับ รวบรวมของที่เหลือจากที่วางบนชั้นไปเก็บให้เข้าที่ ก่อนจะเดินออกมาชะเง้อออกไปนอกตึกเพื่อดูว่าคนที่นัดไว้มาถึงหรือยัง

“มากไป ไอ้ตัวเล็ก ฉันออกจะสุภาพบุรุษ ไม่มีซักนิดงูเงอที่ว่า”ปากก็ยังคงเถียงกลับอย่างไม่ลดละ เห็นอีกฝ่ายจัดของเสร็จแล้ว สายตาก็รีบสำรวจความเรียบร้อย พร้อมก้าวยาวๆเดินออกตามออกมานั่งที่ประจำตัวในเคาน์เตอร์

“ไม่มีน้อยน่ะซิฮะ อะ! คิบอมมาแล้ว!”ทงเฮที่ยังคงชะเง้อมองดูที่ถนนด้านนอก ร้องออกมาอย่างดีใจทำเอายูชอลต้องชะเง้อมองตามไปบ้าง แล้วหันกลับมามองน้องชายตัวเองอีกครั้งที่ตอนนี้ยิ้มแฉ่งก่อนจะเอ่ยออกมางงๆ

“จะดีใจอะไรนักหนาล่ะนั่น มาแล้วก็มาซิ ยิ้มซะหยั่งกะได้ตำแหน่งนางงาม”

คำแขวะเล็กๆของพี่ชาย ทำเอาคนฟังต้องหันมายู่หน้าใส่ให้ทีนึง ก่อนจะหันกลับไปมองคนที่กำลังส่งยิ้ม มาให้ตัวเอง อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบรับกลับไปอีกครั้ง

“อรุณสวัสดิ์ ทงเฮ รอนานมั้ย?...เอ่อ...อรุณสวัสดิ์ครับ”คิบอมเดินตรงเข้ามาหาคนทั้งคู่ที่ยืนอยู่ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างขึ้นเอ่ยทักทายร่างบาง และค่อมหัวเอ่ยทักทายอีกคน ที่เขาเดาเอาว่า น่าจะเป็นญาติของทงเฮ ที่เป็นเจ้าของตึกนี้ และก็เดาถูกซะด้วย

“อือ อรุณสวัสดิ์คิบอม อ้ะ นี่พี่ยูชอล ญาติฉัน ที่เป็นเจ้าของที่นี่ไง ฉันเกริ่นไว้บ้างแล้วนะ ว่านายจะมาเช่าห้อง ยังไงเดี๋ยวนายก็คุยกับพี่ยูชอลต่อไปเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไปร้าน”พูดจบร่างบางก็ส่งยิ้มน่ารักให้เพื่อนสนิทอีกครั้ง

“อื้อ ขอบใจนะ”หันมองตามร่างบางที่วิ่งหายขึ้นบันไดไปไม่วางตา ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเสียงกระแอมเรียกสติทุ้มๆของใครอีกคนที่นั่งอยู่

“ฮะฮึ่ม! นาย ชื่อคิบอมใช่มั้ย ห้องที่นี่ เหลือห้องนึงพอดี ในห้องมีห้องน้ำในตัว มีห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง แต่จะให้ดีก็อย่าทำอะไรใหญ่โตมากมายนักในห้องครัวนะ ไอ้ประเภทบาบีคิว ปิ้งย่างน่ะ ขอล่ะมันเสี่ยง ฉันไม่อยากเรียกรถดับเพลิง จะขึ้นไปดูห้องก่อนมั้ย แล้วก็...”ยูชอล รีบแจกแจง รายละเอียดยาวเฟื้อย เพื่อที่จะได้คุยเรื่อง สัญญาและข้อตกลงในการเช่า แต่ก่อนจะได้พูดอะไรมากกว่านั่น...

“เอ่อ....ทงเฮ อยู่ชั้นไหนฮะ”จู่ๆ คำถามสั้นๆของคิบอมก็ถามขึ้นขัดจังหวะยูชอลกำลังร่ายรายละเอียดห้องพัก

“ห๊ะ??”หน้าตา บงบอกความงงอยู่ไม่น้อย

“ผมต้องการห้องชั้นเดียวกับทงเฮ ห้องข้างๆได้ยิ่งดี”เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างง คิบอม จึงขยายความเพิ่มให้อีกครั้ง

“ไม่ได้หรอก ชั้น4ห้องข้างทงเฮ เป็นห้องของฉันเอง แล้วที่นี่ก็มีแค่ห้องปีกซ้ายกับขวาฟากละห้อง แล้วห้องว่างที่เหลืออยู่ก็อยู่ชั้นสอง จะขึ้นไปดูเลยมั้ย”ยูชอล ตอบกลับยิ้มๆ ชักชวนให้ขึ้นไปดูห้อง

“ชั้นสอง??”เสียงทวนคำของเด็กหนุ่มดังขึ้น ถึงจะไม่แสดงอาการมากนัก แต่ก็ดูรู้ล่ะว่าคงผิดหวังน่าดู

“ใช่ ชั้นสอง”เห็นอีกฝ่ายทำท่างงๆปนเสียดาย จึงย้ำให้แน่ใจ

“ทงเฮอยู่ชั้น4”ย้ำอีกที

“ใช่แล้ว”แน่นอน หมอนี่ จะถามทำไมนักหนา

“ห้องชั้นเดียวกับทงเฮเป็นของพี่??” คิบอมยังคงถามย้ำอีกครั้ง

“อืม ใช่” ยูชอลเริ่มจะหงุดหงิดน้อยๆ เพราะคนตรงหน้าเอาแต่ถามซ้ำๆ อะไรของมัน หูเสียเหรอไง

“......”เงียบไปครู่ใหญ่เหมือนครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเดิมๆ เหมือนไม่มีอะไร”งั้น...พี่ก็ย้ายลงมาซิฮะ”

“อืม...เฮ้ย!! ได้ยังไงกัน”ร่างสูงพยักหน้าหงึกๆก้มลงเปิดลิ้นชักหาปากกา สมองพลันคิดประมวลคำพูดของคนตรงหน้าอีกครั้งเพราะตะหงิดๆ ก่อนจะเงยหน้าพึ่บ!! มองคนตรงหน้าอย่างตกใจปนงงๆ
ไอ้เด็กนี่พูดอะไรบ้าๆ

“ทำไมล่ะฮะ พี่เป็นเจ้าของ ย้ายห้องให้ลูกค้าคงไม่ลำบากอะไร”คิบอม ยังคงพูดต่อ หน้าตาย

“นายจะบ้าเหรอไง เรื่องอะไรจู่ๆ มาให้ฉันย้ายห้อง มีใครเค้าทำกัน”ยูชอลถลึงตาใส่ว่าที่ผู้เช่าใหม่ ที่กล้ายื่นข้อเสนอประหลาดแบบนี้ให้เขา มันบ้าเหรอไง
จู่ๆจะให้ เจ้าของย้ายห้อง ต้องบ้าแน่ๆ

“แต่ผม....ผมชอบอยู่ห้องสูงๆ”คิบอมที่ตกใจอาการของยูชอลอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังหาเหตุผล(ข้างๆคูๆ)มาพูดต่อ

“งั้น....ฉันจะให้ทงเฮย้ายลงมาแล้วนายไปอยู่แทนทงเฮ”คนได้ฟังเหตุผลถึงกับงง ก่อนจะตัดสินใจ จะย้ายให้ แต่เรื่องอะไรจะยอมย้ายตัวเอง ย้ายทงเฮน่ะดีกว่า เพื่อนกันคงไม่มีปัญหา
คนฟังออกอาการฮึดฮัดเล็กน้อย เมื่อเห็นอีกคนยังไม่ยอมในข้อเสนอซักที ครุ่นคิดอยู่ชั่วเสี้ยววิ ก่อนจะเอ่ยปากถามคำถามไปอีกครั้ง

“ทงเฮอยู่ปีกซ้ายหรือขวาฮะ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
แค่ตอบเขามาเถอะว่า ฟากไหน หึหึ

“ห๊ะ? ซ้ายถามทำไม”ถึงแม้จะงงว่า ปีกซ้ายขวาของห้องทงเฮเกี่ยวอะไร แต่ก็ยอมตอบๆไป เพื่อตัดรำคาญจะได้สรุป เรื่องเช่าห้องซักที
ไอ้เด็กนี่กวนได้โล่ดีเหลือเกิน

“แต่...ผมชอบวิวห้องปีกขวาฮะ” หลังจากคำตอบหลุดออกจากปากของคิบอมที่ดูจะไม่ยอมละความพยายามซะที ทำเอาเส้นประสาทของยูชอลกระตุกขาดเสียงดังฟึ่บ!

“จะบ้าเหรอ!! จะฟากไหนมันก็วิวเหมือนกันทั้งนั้นล่ะ เห็นโซลเหมือนกันแหละ”

ท่าทางราวกับจะเขมิบหัวคนตรงหน้านั่นได้อยู่แล้ว ทำเอาคิบอมหนาวๆร้อนๆอยู่ไม่น้อย จนต้องงัดไม้สุดท้ายออกมา ถ้าไม่ได้ผลคราวนี้เขาคิดว่าคงจะต้องเอามีดจี้คอให้ยอมกันบ้างล่ะ

“งั้นเอางี้ฮะ ห้องชั้นสองนี่ ราคาเท่าไหร่”ค่อยๆตั้งสติสู้กับหน้ายักษ์กริ้วตรงหน้า

“เก้าหมื่นวอน”ยูชอลตอบเสียงเย็น แม้กำลังโมโหเข้าขั้น แต่พอได้ยินอีกฝ่ายถามราคาก็ใจเย็นลงได้เยอะ ถ้าพูดง่ายๆแบบนี้ตั้งแต่แรกซะก็หมดเรื่อง ไอ้เด็กบ้า

“งั้นห้องชั้นบน ผมให้แสนห้า ตกลงมั้ยครับ” อีกฝ่ายนึงก็ยังคงยื่นข้อเสนอได้อย่างหน้าตาเฉย แอบมียิ้มยั่วเล็กน้อยกวนประสาทตะหงิดๆด้วยซ้ำ

“ห๊ะ? แสนห้า นายเห็นฉันหน้าเงินนักเหรอไง“ หน๊อย ไอ้เด็กนี่ คิดว่าจะเอาเงินมาฟาดหัวฉันเหรอไง“ตกลงนายจะย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ล่ะ”ถึงจะอ้าปากค้างกับข้อเสนอแต่ก็ตอบกลับได้รวดเร็วกว่าเน็ตซูเปอร์ไฮสปีดซะอีก ไม่ได้งกนะ แต่สงสารเด็กมัน อยากได้ก็จัดให้ไง
“วันนี้เลยฮะ”ตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้างแก้มแทบแตก

“เฮ้ย!! วันนี้เนี้ยนะ” จะบ้าเหรอใครจะย้ายของทัน “เย็นๆแล้วกัน จะได้ย้ายของให้ ว่าแต่ เรื่องค่าเช่าน่ะ แสนห้าหมื่นวอนจ่ายล่วงหน้าสามเดือน จ่ายสดฉันไม่ได้งกนะ แต่ไม่ชอบทวงเข้าใจ๊ อ่ะนี่สัญญา เซ็นซะ....”

“โอเคฮะ แสนห้าล่วงสามเดือน ก็เป็นสี่แสนห้า จ่ายสดไม่ต้องทวงครับ”คิบอมพูดพลางรับปากกามาเซ็นชื่อเสร็จสรรพ

ทงเฮที่วิ่งลงบันไดมาเห็นคิบอมกำลังเซ็นชื่อทำสัญญาเช่า โดยมียูชอลยื่นยิ้มแก้มปริอยู่ใกล้ๆ เลยเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆคิบอม พร้อมเอ่ยถามขึ้น

“ว่าไงฮะ ตกลงกันแล้วใช่มั้ยฮะ คิบอมจะย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ล่ะ”

“เย็นนี้ล่ะ”

“หื้ม? เร็วจัง”ร่างบางทำหน้าตกใจอยู่เล็กๆ สองคนนี้ ตกลงอะไรกัน รวดเร็วแบบนี้เชียวเขาขึ้นห้องไปไม่ทันครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ

“ทงเฮจะไปร้านเลยมั้ย”คิบอมถามขึ้น

“อืม ไปเลย”

“งั้นฉันไปส่งนะ”

“อ้าว นายจะไม่ลองไปดูห้องเลยเหรอ”ทงเฮหันมาถาม เพราะดูเหมือนคิบอมกับพี่ยูชอลจะยังไม่ได้เคลื่อนย้ายตัวเองไปไหนเลยนี่นา ตั้งแต่เขาขึ้นห้องไป

“ไม่ล่ะ รับรอง ฉันอยู่ได้อยู่แล้ว ไปส่งทงเฮ แล้วจะไปเก็บของด้วย”คิบอมว่าพลางส่งยิ้มกว้างไปให้อีกฝ่าย
“ที่จริงไม่ต้องไปส่งหรอก ฉันเดินไปเองทุกวัน ใกล้แค่นี้เอง”ทงเฮเอานิ้วจิ้มไปที่แก้มยุ้ยๆที่อีกฝ่ายยิ้มจนแทบปริแตก อดไม่ได้จริงๆที่จะยิ้มกว้างตาม ชอบจังที่คิบอมยิ้มแบบนี้

“เอาน่า ฉันคิดค่าส่งแค่ กาแฟสักแก้วกับขนมชิ้นเดียวเอง หิวจะแย่แล้ว สงเคราะห์ฉันนิดนึงหน่า”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย ถ้านายหิว อยากกินก็รีบๆไปสตาร์ทรถสิ”ร่างบางพูดพลาง เดินนำออกไปก่อน ทำเอาคิบอมต้องรีบหันมาบอกยูชอล

“เอ่อ...ไปนะฮะ แล้ว เย็นๆ ผมจะเข้ามาจ่ายเงินนะฮะ ฝากเรื่องห้องด้วยนะฮะ ทงเฮรอฉันด้วยซิ!!”ยูชอลมองคนทั้งคู่อย่างงงๆอะไรกันเจ้าคิบอม กับทงเฮ เขารู้สึกว่าทงเฮ ดูน่ารักผิดปกติ ท่าทางที่สองคนนั่นหยอกล้อนั่นมันให้ความรู้สึกแปลกๆพิลึก หรือว่าเจ้าเด็กจอมกวนกะน้องชายติงต๊องของเค้าจะ.....


Flash Come
.
.
.
นั่นแหละครับ ที่ทำให้ผมรู้ว่าคิบอมรู้สึกยังไง ผมอยู่ที่นี่มา จะวิวขวาวิวซ้าย มันก็เหมือนๆกันนั่นแหละครับ แต่เจ้าเด็กนั่น ดันจับเอามาเป็นข้ออ้างข้างๆคูๆ ที่สำคัญ เจ้าเด็กนั่น ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอย่างที่ทงเฮคิดหรอกฮะ ออกจะรวยด้วยซ้ำผมว่า มันเล่นเสนอราคาค่าห้องซะสูงให้ผม ไอ้ผมน่ะ ไม่ได้หน้าเงินหรือขี้งกหรอกนะฮะ สงสารเด็กมันน่ะฮะ เห็นว่าอยากได้ห้องนั่นมากนี่ฮะ ที่จริง เงินไม่ใช่ปัญหาซักนิด แต่แหมนั่นมันก็ห้องเก่าผมนะฮะ ผมทั้งรัก ทั้งหวง อยู่มาตั้งแต่เด็ก จู่ๆ จะให้ผมย้าย มันก็ ต้อง คิดมากหน่อยใช่มั้ยฮะ อีกอย่างแล้วเกิดเจ้านั่นมันดันทำข้าวของอันมีค่าของผมพัง ผมจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นปากเปียกปากแฉะ เห็นมั้ย ผมน่ะรอบคอบจริงมั้ยครับ
.
.
.
“เร็วๆซิ คิบอม ชักช้าเป็นตาแก่เชียว”ทงเฮหันกลับมากระตุกชายเสื้ออีกฝ่ายเป็นการเร่ง

“ทงเฮนั่นล่ะ ที่เร็วเป็นลิง จะรีบทำไม เพิ่งจะแปดโมงเอง”คิบอมยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกาดูเวลา และยังคงสปีดในการเดินเท่าเดิม แถมยังเหน็บคนขึ้บ่นให้อีก

“นายกล้าว่าฉันเหรอ คิม คิบอม”

“เปล่าซะหน่อย”

“ก็ดี”ได้ยินอีกฝ่ายเสียงอ่อยแบบนี้ ทำเอาทงเฮยิ้มร่าออกมา พร้อมกับสองขาที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพักผู้ป่วย คนตัวเล็กไม่รีรอหรือไม่แม้แต่จะเคาะประตูเพื่อมารยาทซักนิด รีบเปิดประตูเข้าไปทันที

“อรุณสวัสดิ์ ฮะพี่แจ.....จุง…หง่า~”ประตูอ้าออกให้เห็นร่างของคนสองคนกำลังซ้อนทับกันอยู่เหมือน...เหมือน....กำลัง...จูบกัน เห็นแบบนั้นก็รีบปิดประตูกลับด้วยความตกใจและเขินแทนคนในห้องจนหน้าแดงแป๊ดทันที

“อะไร ทำไมเหรอ มีอะไร เข้าไปซี่ ทำไมไม่เข้าล่ะ”ทำเอาคนที่ยืนรอจะเข้าห้อง งงถามก็ไม่ตอบ เอาแต่เดินจ้ำอ้าวกลับไปตามทางที่เดินมา พร้อมกับบ่นพึมพำ

“พี่แจจุงน๊า ทำไมยอมคืนดีง่ายๆแบบนั้นล่ะ ฮึ้ย!! มันน่านักเป็นเราหน่อยไม่ได้ จะเล่นตัวให้ง้อซะ” ทงเฮเดินบ่นมาจนถึงลิฟท์

“บ่นอะไรของนายน่ะ แล้วขนมกับกาแฟนี่ไม่ให้เค้าแล้วเหรอ”คิบอมมองไปที่ถุงของที่อุตส่าห์แบกมาถึงนี่

“ห๊ะ?”ก้มลงมองถุงของที่มือ ตายล่ะ ลืมให้ของ คนขี้ลืม รีบวิ่งกลับไปที่ห้องเดิม และด้วยความรีบร้อนบวกไม่ทันคิด ทงเฮก็เปิดประตูพลัวะเข้าไปเหมือนเดิม ทำเอาคนที่อยู่ข้างในตกใจอยู่เหมือนกัน แต่ทงเฮน่ะตกใจกว่าซะอีก ก็..สองคนนั้นยังคงอยู่ในท่าทางเดิม ตำแหน่งเดิม เล่นเอา ทงเฮ หลับหูหลับตารีบปิดประตูตามเดิมแทบไม่ทัน

“อะไรกันทงเฮ เป็นอะไรอีกอ่ะ”อีกแล้ว นี่ครั้งที่สองแล้ว ที่ทงเฮเป็นแบบนี้ ข้างในนั่น มันมีอะไรนักหนานะ

“ก็...ก็ พี่เค้า กำลัง....”ทงเฮอ้อมแอ้มตอบเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน

“อะไรของนายนะ มาฉันเอง”คิบอมคว้าทั้งถุงทั้งมือทงเฮ เคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไป โดยไม่ฟังเสียงค้านของอีกฝ่ายที่ยังดิ้นไม่เลิก เพราะไม่อยากให้คิบอมไปขัดจังหวะสองคนนั้น

“กินข้าวอยู่เหรอฮะ ผมกับทงเฮเอาขนมมาฝาก อ่อ พี่ยูชอลฝากของมาเยี่ยมคุณแจจุงด้วยนะฮะ”

ทงเฮที่หลับตาปี๋ ตั้งแต่คิบอมลากเข้ามาในห้อง ถึงกับเปิดตาโพลงทันทีที่คิบอมพูดว่าทั้งสองกินข้าวกันอยู่ กินข้าว?? ก็เมื่อกี้ที่เห็นมันจูบไม่ใช่เหรอ

“พี่ไม่ได้จูบกันเหรอฮะ” คนตัวเล็กทำหน้าเหรอหราถามงงๆ แต่คนฟังนี่ซิ ถึงกับอึ้ง แจจุงกะชางมินน่ะ ทั้งอึ้งทั้งขำหันมามองหน้ากันก่อนจะยิ้มเขินด้วยกันทั้งคู่ ถึงจะไม่ได้จูบกันจริง แต่คำถามมันชวนเขินนี่นา ส่วนคิบอมน่ะ หัวเราะลั่นห้องไปแล้ว

นี่คิดว่าจูบกันหรอกเหรอ ถึงได้ทำท่าประหลาดแบบนั้น ลีทงเฮ มีอะไรให้เหนือความคาดหมายได้เรื่อยๆสิน่า

“ขำอะไรนักหนา”ร่างบางทำหน้าบูดบึ้ง ที่อีกฝ่ายยังไม่เลิกขำอีก ทั้งที่ก็ออกจากห้องนั้นมาแล้ว

“เปล่าซะหน่อย”ปฏิเสธทั้งที่ มือยังกุมท้องที่เริ่มปวดเพราะการหัวเราะ

“ก็มันเหมือนจริงๆนี่”ยังไม่วายเถียงเสียงเบา
ก็ที่เห็นมันเหมือนจริงๆนี่

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

“หยุดขำได้แล้ว”มือบางยกขึ้นตีลงบนบ่าอีกฝ่ายไม่แรงนักเพื่อเตือนให้เลิกล้อกันได้แล้ว

“ทงเฮ”ร้องเรียกไว้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะก้าวออกจากลิฟท์

“หื้อ”

“นาย...ไม่เป็นไรใช่มั้ย”เอามือจับประกบที่หน้าของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล สีหน้าจริงจังจนอีกฝ่ายมองตาแป๋วด้วยความงง

“เปล่านี่ ทำไมเหรอ”

“ก็ไหนๆมาถึง รพ. แล้ว ฉันว่า นายน่ะเข้าตรวจซะหน่อยก็ดี รู้สึกนายจะ...เพี้ยนๆ”จบประโยคก็ออกตัววิ่ง เผ่นอย่างไม่ต้องคิด อยู่ต่อ คงได้น่วมแน่

“ไอ...ไอ้บ้า คิบอม นายหาว่าฉันเพี้ยนเหรอ ไอ้เพื่อนบ้า กลับมานะ ฉันจะเตะนาย อย่าหนีนะ”

การไล่ล่าเล็กๆที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ทำเอาคนที่พบเห็นอดยิ้มตามไปด้วยไม่น้อย แต่สุดท้ายศึกการไล่ล่าเล็กๆ นั้นก็ต้องยุติลงเมื่อเจอพยาบาลหน้าโหดเดินเข้ามาห้ามทัพเพราะเป็นการรบกวนคนไข้คนอื่นๆ ทงเฮกับคิบอมก้มหัวขอโทษขอโพยคุณพยาบาลที่ยืนเทศนาเขาสองคนอยู่นานก่อนที่จะเดินออกมาจากโรงพยาบาลอย่างเหนียมๆ แต่สุดท้ายเมื่อออกมานอกตัวอาคารแล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างมีความสุข
.
.
.
.

“นี่ 2ขวด 1800 วอน จ่ายมา” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทันที เมื่อเห็นมือบางเปิดตู้แช่เย็นหยิบน้ำอัดลมในร้านของเขาออกมาส่งให้อีกฝ่ายที่ยืนรออยู่หน้าร้าน

“ขี้งก“เสียงเบาๆของคนตัวเล็กลอยมากระทบหูเรด้าเข้าอย่างจัง

“อะไรนายว่าใครไอ้ตัวเล็ก”

“ใคร ใครพูดไร พี่ได้ยินอะไรเหรอฮะ คิบอมได้ยินอะไรมั้ย”ทงเฮแสร้งทำหน้าหรอหรา มองซ้ายมองมองขวา

“ไอ้เจ้าเล่ห์ จ่ายมาเลย เร็วๆ “ทงเฮทำเสียงจิ๊จ้ะเล็กน้อย ก่อนจะล้วงหยิบเงินในกระเป๋าเพื่อจ่ายแต่....

“อ้าว....ออกจากโรงบาลแล้วเหรอแจจุง”ยูชอลที่รีบลุกขึ้นไปช่วยรับกระเป๋าใบย่อมจากมือชางมิน ที่พยุงแจจุงอยู่

“ครับ อยุ่นานๆ แล้วเบื่อน่ะ ดีขึ้นเยอะแล้ว เลยขอกลับดีกว่า”

“แผลยังไม่หายดี ที่จริงน่าจะอยู่อีกหน่อยนะ”ชางมินอดพูดขึ้นบ้างไม่ได้ ก็แจจุงน่ะร้องแต่จะกลับ ทั้งที่ยังเจ็บอยู่แท้ๆ เขาเองก็ไม่อยากจะขัดใจ เพราะสายตาอ้อนๆที่อีกฝ่ายส่งมาให้ มันทำเอาขัดไม่ลงจริงๆ

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ดีขึ้นตั้งเยอะ นายก็เห็น” แจจุงหันไปบอกกับชางมินอีกครั้ง นี่ตั้งแต่เขาขอหมอออกจากโรงพยาบาล เขาต้องพูดประโยคนี้ซ้ำๆกับชางมินเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

“แต่เดี๋ยวต้องขึ้นบันไดตั้งหลายชั้น พี่จะเดินไหวเหรอฮะ”คราวนี้เป็นทงเฮที่ถามออกมาบ้าง

“นั่นซิ ตั้งชั้นสาม เชียวนะฮะ”คิบอมมองขาที่ใส่เฝือกอ่อนของแจจุงแล้ว ยังไงแจจุงคงเดินเองไม่ไหวแน่ๆ

“ไม่เป็นปัญหาหรอก แบบนี้ไง เอ่อฝากของไว้ก่อนนะฮะเดี๋ยวลงมาเอา“ชางมินไม่รอช้า เขาตวัดรวบเอาร่างของแจจุงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนได้อย่างง่ายดาย คงเพราะแจจุงทั้งบอบบางทั้งตัวเล็ก จึงไม่เป็นปัญหาอย่างที่ชางมินว่า

“งั้นไม่เป็นไรฮะ คิบอม นาย ถือของตามขึ้นไปส่งพี่เค้าซิ”

“ห๊ะ…!?”จู่ๆไหงพูดเองเอ่อเองเสร็จสรรพแบบนั้นล่ะลีทงเฮ ไปบอกเหรอว่าจะช่วย ยังไม่ทันจะได้เถียงกลับ เสียงประกาศิตก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ยืนเซ่อไมล่ะ ถือของไปซิ ไปเลยชิ้วๆ หัดทำดีไถ่โทษซะบ้าง พี่แจจุงไม่ว่าอะไรนาย แต่ฉันน่ะ จำไม่ลืมหรอกนะ”

“คร๊าบบบบบบ”ได้ยินแบบนี้แล้วมีเหรอที่จะกล้าขัด คนถูกใช้รีบถือของเดินขึ้นบันไดตาม ชางมินไปอย่างรวดเร็ว

ทงเฮที่ทำท่าจะเดินขึ้นบันไดตามไปหันกลับมาเจอ คู่สวีตคู่ใหม่ประจำอาพาร์ท เลยเปลี่ยนใจยังไม่กลับขึ้นห้องดีกว่า

“อะ พี่ยุนโฮกะจุนซูนี่”

“เป็นไงมาไงสองคนถึงมาด้วยกันได้ ล่ะ”ยูชอลเอ่ยถามเป็นการนำร่องให้ก่อน ตามด้วยทงเฮที่ทำท่าพยักเพยิด เหมือนรอคำตอบ

“ก็.....”ทั้งยุนโฮและจุนซูต่างฝ่ายต่างเขินไม่ยอมตอบซักที ทำเอาคนฟังทั้งสองต่างลุ้นจนหน้าค่อยๆยื่นเข้าไปใกล้คนทั้งคู่ จนยุนโฮกับจุนซู แทบจะต้องถอยหนี

“ไปเดทมาเหรอฮะ”ในเมื่อชักช้าตอบไม่ทันใจ ทงเฮที่เบนสายตาสำรวจไปเห็นถุงของห้างสรรพสินค้าในมือยุนโฮสองสามใบ เลยลองเดาดู

“เอ่อ.....”เห็นอีกฝ่ายนึง ยังอึกๆอักๆแถมหน้ายังขึ้นสีเอาทั้งคู่ ก็ยิ้มอย่างพอใจ จับจุดได้แล้ว มีเหรอ ลีทงเฮจะปล่อยให้เหยื่อรอด

“ฮ่า ฮ๊า พูดไม่ออกแบบนี้ หมายความว่าไงเนี้ย แหม๋ๆ เดี๋ยวนี้มีไปเที่ยวด้วยแหะ ก้าวหน้า นะก้าวหน้า”

“อะไรล่ะทงเฮ ด่งเดทอะไรล่ะ ไม่มีซักหน่อย ไปเถอะยุนโฮ” จุนซูที่ตอนนี้ อายจนหน้างี้แดงร้อนจนเหมือนจะระเบิดแล้ว รีบตัดการสนทนา หันไปฉุดมือยุนโฮให้(หนี)ขึ้นห้อง ก่อนจะโดนคนตัวเล็กล้อไปมากกว่านี้

“เอ๋?? อะไรตกน่ะจุนซู”ทงเฮรีบร้องบอกเมื่อเห็นแผ่นกระดาษแข็งคล้ายโปสการ์ดแผ่นนึงปลิวหลุดออกจากแฟ้มงานของจุนซู

“ห๋า อะไรเหรอ”เมื่อหันกลับมาตามเสียงก็พบว่า คนตัวเล็กก้มลงหยิบของสำคัญเรียบร้อยแล้ว จึงรีบวิ่งกลับมาหาอย่างรวดเร็ว
นั่นมันรุปที่เค้ากับยุนโฮเพิ่งไปถ่ายมาด้วยกันเพื่อจะเอามาเก็บไว้นี่

“รูปนี่ อ๊า รูปคู่ซะด้วย ไหนบอกไม่ได้ไปเดทไง อิอิหวานกันจังน๊า”

“บ้าทงเฮ เอาคืนมาเลย อย่าล้อนะ หยุดยิ้มเลยด้วย ไม่งั้นโกรธจริงๆนะทงเฮ”พูดจบจุนซูก็รับแผ่นรูปคืนจากทงเฮที่ยอมคืนให้แต่โดยดี แล้วหันหลังรีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้เอาคืนได้นะ

มีเหรอที่คำขอร้องจะเป็นผล ถึงแม้จะเห็นจุนซูกลับยุนโฮขึ้นบันไดไปแล้ว ก็ยังสนุกปาก ตามไปเกาะขอบบันได ตะโกนล้อต่อ

“เขินๆ แค่นี้ทำเป็นเขิน วู้ๆ อายใหญ่เชียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ไม่ล้อปากเปล่า ยังปรบมือเสียงดังเพิ่มอารมณ์อีกตะหาก

“สนุกมั้ยล่ะ ล้อคนอื่นแบบนั้น”ยูชอลกระแหนะกระแหนเข้าทีนึง

“อะไรล่ะฮะพี่ยูชอล พี่เอง ก็อยากล้อไม่ใช่เหรอ ผมรู้ทันหน่า”

“NO!!...ใครว่า ฉันน่ะไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านซักนิด~~”คนถูกกล่าวหาปฎิเสธเสียงสูง

“โหยไม่ชอบตายล่ะ ผมเห็นนะว่าพี่ชะเง้อหน้ามาดู ตอนผมหยิบรูปน่ะ“

“นายว่าฉันเหรอไง”เมื่อถูกจับไต๋ได้ ก็ต้องทำเคืองกลบเกลื่อน

“เปล่าซะหน่อย ไม่ใช่ก็อย่าเดือดร้อนสิ อะ! พี่ยูชอล” ทงเฮทำเป็นเบ้ปากล้อเลียนอยู่ได้ครู่เดียวก็ชะงัก เมื่อเห็นเงาในกระจก จึงรีบหันหลังกลับมาดู ก็จะส่งเสียงร้องให้ตกใจ

“อะไรอีกล่ะ “

“นั่น....พี่จองซูนี่ พี่จองซูจริงๆด้วย”รีบวิ่งไปหาชายหนุ่มหน้าสวยที่กำลังแบกข้าวของพะรุงพะรังเดินเข้ามา

“ว่าไงทงเฮ”ยิ้มให้ทงเฮอย่างอ่อนโยน แบ่งของส่งให้คนที่ตั้งใจมาช่วยถือบ้าง

“กลับมาแล้วเหรอฮะ เรียนจบแล้วเหรอฮะหรือว่ามาเที่ยว”

“จบแล้วล่ะ ตั้งแต่นี้ก็จะกลับมาอยู่เลย”จองซูตอบกลับ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะโค้งทักทายยูชอลทีนึง

“ไงจองซู ไม่ได้เจอตั้งนานแน่ะ”ยื่นมือช่วยรับข้าวของ ที่อีกฝ่ายถือมาพะรุงพะรัง ก่อนจะชี้มือไปที่เก้าอี้นวมตัวยาวให้นั่งพัก

“สบายดีฮะยูชอล รบกวนยูชอลตั้งปีกว่า เกรงใจจริงๆ” นั่งลงพร้อมรับน้ำเย็นจากทงเฮที่วิ่งไปหยิบในตู้มายื่นส่งให้

“ไม่นี่ ไม่รบกวนเลย เพราะนายส่งค่าห้องแถมสำรอง ค่าน้ำไฟแก๊ส มาพร้อมทุกเดือน ฉันล่ะดีใจด้วยซ้ำ นายเป็นคนเช่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยรู้มั้ย คนแถวนี้น่ะ น่าจะเอาเป็นตัวอย่างบ้าง ชิ”

“พี่ว่ากระทบผมนี่”คนถูกกระทบ หันมาแยกเขี้ยวใส่อย่างหมั่นไส้

“เปล๊า…”

“นายสองคนนี่ไม่เปลี่ยนจริงๆ ดีใจจัง”จองซูยิ้มกว้าง มองสองพี่น้องที่ไม่ว่าเขาจะไม่ได้เจอกันนานแค่ไหน สองคนนี้ก็ยังคงดูเป็นพี่น้องที่สนิทและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“เหมือนกันฮะ คิดถึงพี่จองซูจะแย่ ว่าแต่พี่ซื้อของมาฝากผมมั้ยนี่”

“คนเค้ามายังไม่ทันได้ขึ้นห้องพักผ่อนเลย ถามหาของฝากซะแล้วนะไอ่ตัวเล็ก”

“ก็แค่ถามไม่ได้จะเอาเลยซะหน่อย พี่ก็คิดอยู่ใช่มั้ยล่ะ”

“เอาหน่า ซื้อมาฝากหมดล่ะ ฝากทั้งทงเฮฝากทั้งยูชอลเลย”จองซูต้องรีบห้ามทัพก่อนที่ จะมีการวางมวยระหว่างพี่น้องเกิดขึ้น

“โอ๊ะจริงเหรอดีใจจัง ที่นายไม่ลืมฉัน”

“เห็นมั้ยล่ะบอกแล้ว ว่าพี่ก็หวัง”

“อะไรทงเฮ เดี๊ยะ”

ศึกน้ำลายระหว่างพี่น้องยังไม่ยอมจบ จองซูมองภาพเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม อพาร์ทเม้นท์นี้เปรียบเหมือนบ้านอีกหลังของเขา ทุกคนที่นี่เป็นเหมือนเพื่อน พี่น้อง ญาติสนิทที่ไม่ว่าจะจากไปที่ไหน นานเท่าใด เมื่อกลับมาก็ยังคงมีมิตรภาพและความรู้สึกที่ดีหยิบยื่นให้เสมอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
.
.
.
“นี่วันนี้กินข้าวด้วยกันนะ คิบอม”

“อืม ได้อยู่แล้ว”

“อ่าเสร็จแล้วล่ะ”ทงเฮยกอาหารที่พึ่งทำเสร็จมาวางที่โต๊ะตัวเล็กที่คิบอมนำออกมากางไว้กลางห้อง

“แน่ใจเหรอว่านี่เรียกว่าสปาเก็ตตี้”คิบอมเลิกคิ้วขึ้นมองอาหารที่อยู่ในหม้อ อย่างไม่แน่ใจ ก็ทงเฮบอกว่าจะทำสปาเก็ตตี้ให้เขากิน แต่ไหงมันมาเป็นหม้อล่ะ แถมอุปกรณ์การกินเจ้าสปาเก็ตตี้ที่ทงเฮยื่นมาให้นี่ยังเป็นตะเกียบอีก

“อย่าดูถูกนะ พี่ยูชอลยังติดใจมาแล้ว”พอเห็นอาการอีกฝ่าย ทงเฮจึงรีบเกทัพกลับ โดยการยกยูชอลขึ้นมาอ้าง

“รายนั้นเค้าลิ้นจระเข้ไม่ใช่เหรอ”

“พูดงี้ ไม่ต้องกินเลยแล้วกัน กลับห้องไปเลยไป”ทงเฮแกล้งทุบไหล่คิบอมไม่แรงนักอยู่สองสามที ส่วนคิบอมเองก็นึกสนุกแกล้งกระตุกมือแรงๆคืนเข้าซักที ร่างบางจึงปลิววืดไปตามแรงกระตุกแถมเผลอใช้มือดันอีกฝ่ายจนล้มตาม ผลเลยกลายเป็นทงเฮกำลังคร่อมตัวคิบอมอยู่ ที่สำคัญใบหน้าทั้งคู่อยู่ใกล้ซะจนหน้าแทบชิดกันอยู่แล้ว สายตาทั้งคู่ที่ประสานกันนั้น นิ่งงันอยู่นานเหมือนโลกได้หยุดหมุนไปชั่วขณะก่อนที่...

ติ้ง!! ทงเฮ คิบอมอยู่กับนายหรือเปล่า เสียงของยูชอลที่ดังผ่านอินเตอร์คอมหน้าประตูหน้าห้องถามขึ้น ทำให้เวลาของโลกกลับมาหมุนได้เช่นเดิม พร้อมกลับการผละออกจากกันอย่างรวดเร็วของทั้งคู่ ทงเฮรีบวิ่งไปที่หน้าประตูเพื่อกรอกเสียงตอบพี่ชายกลับไป

“อยู่ฮะ พี่มีอะไรเหรอ “ พูดพลางหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่นั่งหันหลังให้อยู่ จึงไม่รู้ว่าสีหน้าของอีกคนเป็นเช่นไร รู้สึกยังไง

งั้นบอกคิบอมที ว่ามีคนมาหา ลงมาโดยด่วน เดี๋ยวสาวน้อยนี่จะรอนาน

คิบอมหันกลับมาทันทีที่เสียงของยูชอลพูดจบ ส่วนทงเฮนั้นก็มองหน้าคิบอมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบพี่ชายกลับไป

“คิบอมได้ยินแล้วล่ะฮะ เดี๋ยวคงลงไป”

“งั้นฉันลงไปดูก่อนนะว่าใครมา นายกินไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอหรอก” ไม่ทันขาดคำของทงเฮคิบอมก็ลุกขึ้นหันมาบอกกับทงเฮแล้วก็เดินก้มหน้าก้มตาออกจากห้องไป

หลังจากคิบอมออกจากห้องไป ทงเฮก็เดินออกมายืนดูอยู่ที่ระเบียงห้องเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่มาหาคิบอม หลังจากรออยู่ซักครูก็เห็นคิบอมเดินจูงมือผู้หญิงคนนึงไปที่รถช็อปเปอร์คู่ใจ ใส่หมวกกันน็อคให้แล้วก็ขับออกไป ดูก็รู้ว่าคงสนิทกันไม่ใช่น้อย ภาพที่เห็น ทำเอาทงเฮถึงกับพูดไม่ออกความรู้สึกน้อยใจปนหงุดหงิดตีกันมั่วซั่วยุ่งเหยิงในใจไปหมด ร่างบางเดินกลับมานั่งจุ้มปุ๊กที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็กอย่างเดิม มองดูสปาเก็ตตี้ในหม้อที่ช่วยกันทำเมื่อกี้ มือบางใช้ตะเกียบคีบเอาเส้นมาใส่ถ้วยของตัวเองก่อนจะคีบเข้าปากเคี้ยวอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับมันเป็นอาหารเทวดาทั้งที่ในใจมันแทบไม่รู้สึกรู้รสอะไรเลยด้วยซ้ำ มืออีกข้างก็ยกขึ้นปาดหยาดน้ำใสๆที่ค่อยๆไหลออกมาเรื่อย อย่างที่เจ้าตัวเอง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม

.
.
.
ทงเฮทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ สามสี่วันที่ผ่านมานี่ หงุดหงิดจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร แม้กระทั่งยูชอลเองก็ยัง เข้าหน้าไม่ติด ตั้งแต่วันที่คิบอมออกไปกับผู้หญิงคนนั้น แล้วคิบอมก็หายไปเลย ไม่กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์จนถึงเมื่อวานตอนบ่ายจู่ๆคิบอม ถึงมาที่ร้าน ทำทุกอย่างเป็นปกติ ยิ้มแย้มร่าเริง จนทงเฮที่ตอนแรกจะไม่พูดด้วย แต่พอเห็นคิบอม ไม่พูดอะไรเลย เรื่องที่หายไป จึงไม่รู้จะพูดถึงยังไง แม้ในใจจะอยากถามอยากรู้มากมาย แต่จะให้ถามก็กลับไม่กล้า เพราะถ้าอยากบอก คิบอม คงพูดออกมาแล้ว ก็ได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลยเออออทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเดิม ดังเช่นที่เคยเป็นทุกวัน

“ใส่นมสดหน่อยนะคิบอม”ทงเฮหยิบเหยือกนมมาเทใส่ในแก้วกาแฟดำของคิบอม ก่อนจะยื่นแก้วให้

“เป็นกาแฟดำไม่ได้เหรอ ไม่ชอบเลย”คิบอม แกล้งทำหน้าหงอย

“ใส่นมหน่อยนี่ล่ะ นายชอบปวดหัวบ่อยๆ เพราะดื่มแต่กาแฟดำนี่ล่ะ ไม่รู้เหรอ ว่าม้นบีบประสาท อีกอย่างนะ สีกาแฟมันตกใส่ผิวนายจนดำปึ๊ดปื้อแล้ว”

“ทงเฮใจร้าย”

“ว่าฉันใจร้าย เดี๋ยวก็ให้อดซะนี่”คนใจร้ายจะเอื้อมมือไปดึงแก้วคืน แต่กลับถูกคิบอมตะปบแก้วมาดื่มที่เดียวรวดจนหมดแก้ว

“คู่นั้น น่ารักดีเน้อะ”จู่ๆทงเฮก็พูดขึ้นพร้อมกับก้มหัวยิ้มๆให้คนคู่นึง ที่หันมาค้อมตัวให้ทงเฮเช่นกันก่อนเดินโอบเอวออกจากร้าน ด้วยท่าทางมีความสุขเหลือเกิน

“ใครเหรอ”

“ชื่อเยซองกะเรียววุค ลูกค้าใหม่น่ะ มานั่งที่นี้ ได้2-3วันแล้ว น่ารักดี”อธิบายทั้งที่ตายังคงจับจ้องคนคู่นั้นอยู่ไม่วางตา

“ชอบเหรอ แต่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกันนะ แล้วไปรู้ชื่อเค้าได้ไงเนี้ย”คิบอมยังคงมองทงเฮที่สายตาจับจ้องไปที่คนทั้งคู่ อย่างประหลาดใจ หรือทงเฮจะชอบใครคนใดคนนึงในสองคนนั้น ถึงได้มองแบบนี้

“เมื่อวานบังเอิญได้คุยกันน่ะ แล้วก็นายทายถูกที่เค้าเป็นแฟนกัน”

“แล้วนายไปบอกชอบแบบนี้ เดี๋ยวสองคนนั้นก็ ทะเลาะกันหรอก ว่าแต่คนไหนล่ะที่นายชอบ”

“ไอ้บ้า ไม่ได้ชอบแบบนั้น ฉันหมายถึง ชอบที่เค้าดูรักกันดี มันดูอบอุ่นน่ะ น่าอิจฉา”เหมือนจะรู้ตัวว่าอีกคนนึง แปลเจตนาของตนเองผิด จึงรีบไขความกระจ่าง

“อ๋อ....แล้วก็ไม่บอก”ถึงจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย ที่ทงเฮเอ่ยปากว่า อิจฉาคนคู่นั้น แต่ก็ไม่ได้พูดหรือถามอะไรออกไป

“เอ่อ...คิบอม.....“

“หื้อ“

“วันนั้น นาย....”

กรี๊งงงงงงงงงงงงง

“หื้อ มีไรเหรอ”คิบอมมองท่าทางแปลกๆของทงเฮ ที่เหมือนจะถามแต่ก็ไม่ยอมถามซักที จนมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ เจ้าตัวก็ยังดูเหมือนจะลังเลอยู่ไม่น้อย

กรี๊งงงงงงงงงงงงง กรี๊งงงงงงงงงงงงง

ในที่สุด ทงเฮก็เลือกที่จะรับโทรศัพท์ พร้อมกับกลืนสิ่งที่อยากรู้ลงคอไป

“เอ่อ....ฮัลโหล ครับ อ้าว นายเองเหรอ จริงดิ่ ลืมเลยนะเนี้ย อือๆ ได้ ไว้เจอกัน บ๊ายบาย”

คิบอมมองดูอีกคนนึงรับโทรศัพท์ พร้อมกับโต้ตอบคนในสาย อย่างสนุกสนาน แล้วอดจะอยากรู้ไม่ได้ว่า ในสายนั้นเป็นใคร ดูจากการพูดเหมือนจะนัดไปไหนกัน นี่ ทงเฮจะไปไหนงั้นเหรอ หลังจากว่าหูไป ทงเฮก็หันไปเก็บถ้วยวางให้เข้าที่ ก่อนจะหันมามองคิบอมก่อนจะเอ่ยถามขึ้น....

“คิบอม วันนี้นายว่างใช่มั้ย”

“ว่าง”พยักหน้าตอบ

“ไปเที่ยวกัน”

“ห๊ะ…!?”

“ก็วันเกิดชินดง เจ้าอ้วนนั่นโทรมาชวนบอกว่าจะเลี้ยง ไปด้วยกันนะ แต่เดี๋ยว นายจำชินดงได้ใช่มั้ยเนี้ย”

“จำได้”คิบอมพยักหน้างงๆ จู่ๆก็มาชวนไปเที่ยว ถึงจะบอกว่า ชินดงเลี้ยงก็เถอะ ก็ยังอดงงกับอาการคนตรงหน้าไม่ได้

“ก็ดี ไปกันเลย”พูดจบก็ถอดผ้ากันเปื้อนคู่ชีพแล้วคว้ามือคิบอมที่ยังไม่หายงงให้ลุกจากเก้าอี้ และตั้งป้ายปิดร้าน
.
.
.
คิบอมที่นั่งมองเพื่อนทั้งสองวาดลวดลายในเพลงโปรดกันอย่างเต็มที่ ทั้งชินดงฮี และลีทงเฮ ไม่มีใครยอมใครจริงๆ นี่โชคดีนะที่ที่นี่เป็นโนเรปังชั้นดี ไม่ใช่ห้องเล็กๆตามร้านเกมส์อย่างที่คนตัวเล็กทำท่าจะเข้าในตอนแรก ไม่งั้น คงได้เอาหน้ามุดดินหนีแน่ๆ ก็ดูแต่ละเพลงที่สองคนนี้วาดลวดลายสิ เพลงดีๆทำซะไม่เหลือซาก

“ไม่ร้องหน่อยเหรอคิบอม” ชินดงหันมาถาม ขณะเดินมาพักยกกินน้ำ ให้หายเหนื่อย ทิ้งให้คนตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังเริ่มครวญเพลงรักเพลงใหม่ที่เลือกได้สดๆร้อนๆ

“ไม่ล่ะ ขอดูอย่างเดียวเถอะ แค่นี้ก็สยองเกินพอ”ส่ายหน้าดิ๊กๆปฏิเสธ จนคนฟังหัวเราะขำๆ

“แปลก....วันนี้ ทงเฮทำไมมันคึกนักนะ ปกติมันไม่เฮี้ยนแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”เพื่อนเก่าร่างท้วม หันไปมองอีกคนที่กำลังร้องเพลงอยู่ก่อนหันกลับมาถามคิบอม เพราะรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมเพื่อนซี้

“เหรอ ไม่รู้สิ คงอยากปล่อยผีมั้ง นานๆ จะได้เที่ยวฟรี กินฟรีแบบนี้”

“ซะงั้นนะ...นายล่ะ นึกยังไงถึงได้ย้ายไปอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ท์เดียวกะทงเฮ บ้านก็มีให้อยู่ใหญ่โต”

“อย่าพูดมากนะชินดง เดี๋ยวทงเฮได้ยินก็ได้เป็นเรื่อง”คิบอมรีบเอามือป้องปากเพื่อน เพราะกลัวเสียงชินดงจะดังไปเข้าหูคนตัวเล็ก

“เอาเข้าไปนะแก ปิดๆบังๆแบบนี้ ถ้ารู้เข้าเดี๋ยวเจ้าพ่อลิงได้องค์ประทับหรอก” ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนคนนี้ซักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ได้เจอกับคิบอมเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วคิบอมขอที่อยู่ร้านของทงเฮไป จนสุดท้ายก็เพิ่งมารู้นี่ล่ะ ว่าตอนนี้คิบอมย้ายเข้าไปอยู่อพาร์ทเม้นท์เดียวกับทงเฮแล้ว ทั้งที่คิบอมเองก็มีบ้านอยู่ออกจะใหญ่โต แต่ทำไมถึงต้องลงทุนย้ายไปเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ที่เดียวกับทงเฮ จะว่าดูไม่ออกเลยว่าคิบอมชอบทงเฮอยู่ ก็ไม่ใช่ แต่ไม่อยากจะคิดว่าคนเราจะทำตัวน้ำเน่าได้ขนาดนั้นมากกว่า

“คุยไรกันน่ะ ดูเครียดเชียว วันนี้วันเกิดวันดีนะพวกนาย ไปๆ ไปร้องเพลงกัน คิบอมไปร้องเพลงกัน เร็ว”ทงเฮเดินเข้ามาฉุดมือของเพื่อนทั้งสองออกไปอยู่กลางห้อง พร้อมกับเปิดเพลงจังหวะสนุกสนานแล้วยื่นไมค์ไปที่คิบอม

“ไม่เอาล่ะ ฉันร้องไม่เป็น”คิบอมส่ายหัวเดินหนี แต่....

“อะไรล่ะ อย่าเล่นตัวนะ ถ้าไม่ร้อง งั้นมานี่เลย มายืนเป็นแดนเซอร์เลย”

“ไม่เอานะ!!..”

สุดท้ายคิบอมที่ถูกสองเพื่อนทั้งดึงทั้งลากออกมาก็สิ้นท่าก็โดนทงเฮจับเอาพร๊อพประกอบพวก แว่นตา วิกผมมาใส่ให้ จนดูบ้าบอถูกใจแล้วก็ลากไปทำท่า เต้นแรงเต้นกา ด้วยกันจนได้



ตั้งแต่ออกจากโนเรปัง ทงเฮก็เอาแต่เงียบไม่พูดอะไร พอเค้าตั้งใจจะพูดอะไรบ้าง ทงเฮก็เอาแต่หันมองนู้นมองนี่ จนคิบอมเองรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวในที่สุด

“ทงเฮ….มีอะไรหรือเปล่า นายดูแปลกๆ”

“ดูออกด้วยเหรอ นึกว่านายไม่รู้ซะอีก”คิบอมหันมาพยักหน้าเพื่อบอกว่าใช่ ทำให้ทงเฮเงียบต่อไปอีกชั่วอึดใจ จึงตัดสินใจเอ่ยถามเรื่องที่ติดค้างในใจ

“คิบอม”

“หื้อ”

“วันนั้น....นาย”

“อยากรู้ เรื่องวันนั้นหรอกเหรอ”

“.....”พยักหน้าหงึกๆ แต่กลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา

“ฉันแค่กลับบ้านน่ะ แม่บินมา เค้าบ่นอยากเจอเลยไปหา”

“แต่ฉันเห็นนายออกไปกับผู้หญิงนี่ ไม่ใช่แม่นายแน่ๆ”ทงเฮเอ่ยท้วง วันนั้นเขาแน่ใจแน่ๆว่า คิบอมไม่ได้ออกไปกับแม่ ก็คนนั้นสาวกว่าตั้งเยอะ

“นั่นโบจิน.....นายจำโบจินไม่ได้เหรอ” หันกลับมาถามด้วยสีหน้าแปลกใจอยู่ไม่น้อย

“โบจินน้องสาวนายน่ะนะ”เอียงคองงๆ ถามย้ำเหมือนไม่อยากจะเชื่อ นั่นโบจินน้องคิบอมหรอกเหรอ

“อื้อ”พยักหน้ารับ

“......”ทงเฮที่ได้ยินแบบนั้นก็โล่งอก ความกังวล ความสงสัยอยากรู้ที่มีจางหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ

“อะไรกันโบจินรู้ คงงอนตาย พี่ทงเฮลืมโบจินซะแล้วฮ่าฮ่า ”แหย่พร้อมกับกลั้วหัวเราะเบาๆพอเห็นอีกฝ่ายหน้าขึ้นสีเลือด

“ก็ มัน....เห็นไม่ชัดนี่ อีกอย่าง ฉันเจอ โบจินครั้งสุดท้าย โบจินกี่ขวบกันเชียว“อ้อมแอ้มแก้ตัวเสียงแผ่วๆ

“นายไม่สบายใจเรื่องนี้เหรอ”คิบอมอมยิ้มน้อยๆหันกลับมาถามคนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยหน้ามองเค้า

“........”พยักหน้าตอบแทน อายอยู่เหมือนกันที่ต้องยอมรับกับคิบอมว่าตนเป็นกังวลเรื่องนี้

“ทำไมล่ะ”

“ก็เห็นหายไป กลับมานายก็ไม่พูดถึง แล้วรถนายก็หายไปด้วย”

“โธ่...คิดมากไปได้ ก็ไม่รู้นี่ว่าจะห่วงแบบนี้ อีกอย่าง บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่ารถเอาเข้าศูนย์เช็คสภาพน่ะ”พูดพลางยิ้มบางๆให้

“.......” อีกครั้งที่ทงเฮพยักหน้าเบาๆ แทนที่จะพูดอะไร ตอนนี้ร่างบางรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ เพราะสิ่งที่อยากรู้และกังวลอยู่ ก็ไม่มีแล้ว
สบายใจจังน๊า

“ทงเฮ”คิบอมเอ่ยเรียก

“หื้อ”ทงเฮขานรับแปลกใจที่คิบอมหยุดเดิน

“ขอบใจนะ ที่ห่วงกัน”พูดพลางเอามือลูบท้ายทอยแก้เขิน ทำเอาทงเฮพยักหน้าให้มองยิ้มๆ เห็นคิบอมเขินๆแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ

“หนาวเหรอ”คิบอมมองทงเฮที่ยกมือขึ้นถูกกัน ก่อนจะซุกลงกระเป๋ากางเกง

“อือ”

“งั้นจับมือไว้แบบนี้ก็แล้วกันนะ จะได้ไม่หนาว”มือหนาคว้าเอามือของอีกคนมาถูๆกันก่อนจะประสานไว้ด้วยกันแล้วก้าวเดินต่อ

“อืม อุ่นจริงๆด้วย”หันมาตอบพร้อมกับยิ้มให้คิบอมอย่างน่ารัก

เพราะทงเฮน่ารักแบบนี้ล่ะมั้ง เค้าถึงหยุดความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ซักที

ทั้งคู่เดินจูงมือกันมาจนถึงสามแยกที่จะเดินเข้าซอยอพาร์ทเม้นท์แล้ว แต่ตามท้องถนนตอนนี้ ทั้งที่เวลาก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า แต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่าน แถมแต่ละคนยังดูตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย

“อะไรกันเนี้ย ทำไมคนเยอะจัง นี่มันก็ดึกแล้วนะ “

“นั่นซิ คงมีอะไรซักอย่างล่ะมั้ง “

ทั้งคู่มองผู้คนที่เดินสวนไปมาก่อนจะหันมามองหน้ากัน ต่างก็นึกประหลาดใจ ยิ่งเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีเสียงดังอึกทึกโครมครามมากขึ้น และหนึ่งในเสียงที่ได้ยิน ก็คือเสียงหวอของรถดับเพลิงที่ดังใกล้หูขึ้นเรื่อยๆ และเสียงคนกรีดร้อง ไฟไหม้ ไฟหม้ ไปทั่วบริเวณ มีไฟไหม้เหรอ ที่ไหนกันนะ จู่ๆทงเฮรู้สึกใจเต้นแรงผิดปกติ จนต้องกระชับมือคิบอมที่จับกันไว้ให้แน่นขึ้น ผู้คนมากมาย ต่างมายืนมุงดูสภาพตัวอาคารที่กำลังลุกไหม้ ควันกลุ่มหนาที่ส่งกลิ่นฉุนตลบไปทั่วบริเวณ ทงเฮกับคิบอมพยายามเดินแหวกทางเพื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยใจระทึก แล้วก็ต้องเบิกตาขึ้นอย่างตกใจ

“นั่น....ร้านของฉัน!!“ ทันที่เห็นว่าไฟกำลังไหม้ ร้านของตัวเอง ทงเฮก็สะบัดมือออกจากการเกาะกุมวิ่งถลาเข้าหาร้านสุดรักแทบจะทันที ดีที่ว่าคิบอมไวกว่า ดึงรั้งร่างบางเอาไว้ได้ทัน

“เดี๋ยวทงเฮ อย่าเข้าไป“

“ปล่อยนะ!! นั่นมันร้านฉันนะปล่อยคิบอม“

“ไม่ปล่อย ร้านนายแต่ไฟกำลังไหม้แบบนี้ นายเข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี “คิบอมกอดรั้งเอวทงเฮที่ดิ้นพล่านไว้เต็มกำลัง แต่คนตัวเล็กนี่ก็ยังคงดิ้นรนพยายามแกะมือที่จับเขาแน่นเหมือนกับกาวออกทุกวิถีทาง

“ไม่ ปล่อยฉัน“

“อย่าทงเฮ“

“ฮือ ไม่ ไม่จริง ฮือ“คิบอมดึงร่างบางที่ดิ้นจนหมดแรงทรุดลงไปนั่งอยู่ที่พื้นเข้ามากอดเต็มอ้อมแขน หันไปมองดูร้านที่ยังคงลุกไหม้อยู่ สลับลงมามองคนในอ้อมแขนที่ร้องไห้ปานจะขาดใจสงสารเหลือเกินแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรไปได้ดีกว่านี้

“ทงเฮ คิบอม!! ไปอยู่ไหนกันมาห๊ะ!! ฉันติดต่อใครไม่ได้ซักคน เป็นห่วงซะแทบแย่“ ความตกใจจากเหตุการณ์บวกกับความเป็นห่วงทำให้เมื่อเห็นหน้ากันยูชอลก็แทบใส่อารมณ์กับคนทั้งคู่

“พี่ยูชอน ฮืออออ ร้าน ไฟไหม้ร้านหมดแล้ว พี่ยูชอล“ ทงเฮโผเข้ากอดพี่ชายแน่น ปล่อยโฮเต็มเสียง อย่างไม่อายใคร ยูชอลที่เห็นสภาพน้องชายแล้วความโมโหที่มีอยู่ก็หายไปกลายเป็นความสงสารทันทีจึงได้แต่ลูบหัวปลอบ

“อย่าร้อง ทงเฮ อย่าร้อง“
.
.
.
เจ้าหน้าที่ ดับไฟได้หมดแล้ว ร้านของทงเฮเสียหายไปเยอะเลยทีเดียว และตอนนี้ทงเฮเองก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จากับใครมาตั้งแต่ตำรวจสรุปรายการความเสียหายมาให้ อันที่จริง ทงเฮเป็นแบบนี้มาตั้งแต่กลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์แล้วด้วยซ้ำ ร่างบางเอาแต่นั่งเหม่อลอย โดยมีคิบอม ยูชอลและคนในอพาร์ทเม้นท์คอยปลอบอยู่ไม่ห่าง ใครๆก็รู้ว่าคนตัวเล็กนี่รักและทุ่มเทกับร้านมากแค่ไหน ร้านที่พี่ชายแท้ๆที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทิ้งไว้ให้ดูแล ร้านกาแฟเล็กๆที่เป็นเสมือนสิ่งสำคัญที่พี่ชายรักมากที่สุด ทงเฮถึงได้พยายามอย่างเต็มที่กับร้านกาแฟร้านนี้ แต่เหมือนทุกอย่างหายวับไปกับตา เมื่อร้านที่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต ถูกไฟไหม้ไปต่อหน้าต่อตา หนำซ้ำ สาเหตุไฟไหม้ที่ตำรวจสรุปยังมาจากไฟฟ้าช็อตที่เครื่องทำกาแฟ เพราะทงเฮรีบออกจากร้านจนสะเพร่าลืมสับคัตเอาท์ลงนั่นเอง เจ้าตัวถึงได้เครียดมากมายแบบนี้ เพราะเอาแต่โทษตัวเอง

“จะสามทุ่มแล้ว กินอะไรหน่อยนะทงเฮ เดี๋ยวพี่ทำข้าวต้มให้ก็แล้วกันนะ“ ยูชอลเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง จะครบวันอยู่แล้ว ทงเฮยังไม่แตะอะไรเลยแม้แต่น้อย กระทั่งน้ำก็ไม่ยอมดื่ม ขืนอยู่แบบนี้ เอาแต่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ที่โซฟา แจจุงทำโจ๊กมาให้กินก็ไม่ยอมกิน จุนซูกับจองซูมาพูดด้วยก็แกล้งทำเป็นหลับ ขืนเป็นแบบนี้คงได้มีหามส่งโรงพยาบาลกันบ้างล่ะ

“…...“

“ไปทำมาเถอะฮะพี่ยูชอล“เมื่อเห็นยูชอล ยืนลังเลเพราะอีกฝ่ายยังเงียบไม่ตอบอะไรคิบอมเลยเอ่ยบอกยูชอลแทน

“ฉันไม่กิน“นั่นถือเป็นคำแรกในรอบวันที่ทุกคนได้ยินจากปากร่างบางเลยก็ว่าได้ แต่ก็แค่นั้น ไม่มีคำอื่นใดหลุดออกมาอีก ทงเฮพูดออกมาแค่นั้น แล้วพิงร่างกับพนักโซฟาตามเดิม



เหมือนน็อตที่คอยยึดไว้หลุดกระทันหัน คิบอมที่ทนนิ่งไม่พูดอยู่นานเป็นวัน พอเห็นทงเฮกลับไปทำท่าซังกะตายเหมือนเดิมถึงกับโมโหเดินมาฉุดให้ลุกขึ้นก่อนลากทงเฮออกไปจากอพาร์ทเม้นท์ จนมาถึงร้านกาแฟที่ถูกไฟไหม้วอดไปกว่าครึ่ง

“มัวแต่ทำตัวเป็นผีบ้า นั่งเครียดอยู่นี้ ร้านนายจะกลับมาเหมือนเดิมมั้ย ลี ทงเฮ“

“........“ทงเฮได้แต่มองร้านที่ตอนนี้สภาพเหลือแต่เพียงโครงร้านที่เต็มไปด้วยเศษขี้เถ้าและซากโต๊ะเก้าอี้ที่ไหม้เกรียม

“ไหนว่ารักนักหนาไง จะเอาแต่นั่งดูมันเฉยๆแบบนี้น่ะเหรอ“

“ทำ...อะไรได้...จะให้...ฉันทำอะไร...มีอะไรเหลือให้...ฉันทำเหรอไง...จะให้ฉันทำอะไร “เสียงตอบเลื่อนลอยเหมือนคนไร้สติ

“มีสิทงเฮ เริ่มใหม่ไง ลุกขึ้นแล้วเริ่มใหม่ ทงเฮต้องเข้มแข็งซิ อย่าทำแบบนี้ อย่าเงียบ อย่าทรมานตัวเองแบบนี้เลยนะทงเฮต้องสู้สิ “คิบอมโอบกอดทงเฮเอาไว้จากข้างหลังเหมือนเป็นการส่งผ่านกำลังใจให้ ร่างบางเอนตัวพิงคนที่โอบกอดเค้าอยู่มองสภาพร้านรอบๆแล้วสะท้อนใจ

“........”ใบหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้มกลับมีน้ำตาเอ่อรื้นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะไหลอาบใบหน้ากลบดวงตาจนพล่าเลือนมองไม่เห็นสิ่งใด ตอนนี้จิตใจมันมืดมนเหลือเกิน “แต่ฉันไม่มี...เงิน...แล้ว ที่ผ่านมามันไม่ได้มีกำไรมานานแล้ว แค่ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดชอบมันก็มากมายจน ฉัน...ทำร้านไม่ได้แล้ว“น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน พยายามกล้ำกลืนความขื่นลงคอไป เหมือนที่ต้องทำใจยอมรับชะตากรรม ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น แต่น้ำตายังคงไหลอยู่ไม่ขาดสาย
.
.
.
“พี่เอานี่ให้ทงเฮนะครับ“คิบอมยื่นกระดาษใบนึงให้ยูชอล

“อะไร เงินนี่ ไม่ใช่น้อยเลยนะคิบอม“ยูชอลก้มมองเช็คในมือ แล้วก็ต้องตกใจกับจำนวนเงินที่คนยื่นให้กรอกเอาไว้“ทำไมล่ะ นายก็ให้เค้ายืมเองซิ แล้วเงินตั้งเยอะแบบนี้ คิดดีแล้วเหรอไง“คิบอมพยักหน้าเบาๆ

“ถ้าเป็นพี่ ทงเฮน่าจะรับมากกว่า ผมเอาไปให้เอง เพราะพี่เป็นพี่เค้า“

“ไม่ใช่ว่านายพูดไม่ได้เหรอไง อื้ม! ก็ได้ แต่ไม่รู้นะว่าทงเฮจะตอบมาว่าไง“ แม้อยู่ในอารมณ์จริงจัง ยูชอลก็ยังไม่วายแขวะเล็กๆ

“ขอบคุณฮะ ผมรู้ว่าพี่ทำให้ทงเฮรับมันไปได้“

“นาย...ชอบน้องฉัน แล้วทำไมไม่พูดล่ะ “

“!! ?……..“สีหน้าตกใจอยู่ไม่น้อย ที่จู่ๆโดนถามเรื่องนี้

“ทำเมียงทำมอง ไม่เอ่ยปาก ทงเฮมันไม่ได้ฉลาดนักหรอก“

“.........“

“แสดงออกมันก็ดีนะคิบอม แต่ถ้าไม่พูดเลยมันก็สับสนไม่เข้าใจได้เหมือนกัน“

“.........“เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ยอมพูดอะไร ก็เริ่มเซ็ง ขี้เกียจพูดบ้างแล้วเหมือนกัน

“ลองเอาไปคิดก็แล้วกัน “

“ครับ”
.
.
.
“อ่ะ“

“อะไรฮะ“ทงเฮเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่ยูชอลยื่นให้ด้วยท่าทางสงสัย

“ก็เห็นอยู่ว่าเป็นเช็คเงินสด“

“แล้วพี่เอามาให้ผมทำไม“

“ก็ให้ไง“ยูชอลหย่อนตัวลงนั่งข้างน้องชาย ก่อนจะเอามือเขย่าเช็คเป็นการเตือนให้อีกฝ่ายรับไปซักที

“ไม่ล่ะฮะ พี่ยูชอลเดือดร้อนกับผมมามากแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะใช้คืนยังไงแล้ว“

“คิดมากน่า บอกแล้วไงว่าอย่าซีเรียส ยังไงนายก็น้องฉัน ไม่ดูแลน้องให้ไปดูแลหมาที่ไหนล่ะ อ่ะ เอาไปเถอะนะ“

ถึงยูชอลจะบอกว่าไม่ต้องคิดมาก แต่ ทงเฮก็ยังปฏิเสธที่จะรับอยู่ดี ไม่ใช่จะหยิ่งอะไร แต่เพราะจำนวนเงินที่อยู่ในเช็คนั่นเยอะจนไม่กล้ารับต่างหาก เงินนั่นตั้งเยอะ ยูชอลคงจะเก็บมานานน่าดู ถ้าเขารับไว้แล้วเอาไปจัดการกับร้าน ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้มาใช้คืน บางทีอาจจะไม่ได้มาใช้เลยก็ได้ แค่ที่มีที่นอนที่อยู่สุขสบายทุกวันนี้ ก็ไม่รู้จะตอบแทนญาติผู้พี่คนนี้ยังไงแล้ว

“ไม่ใช่ของพี่หรอก“เมื่อเห็นทงเฮไม่ยอมรับเงินจากเขาเป็นแน่ ก็ไม่จำเป็นต้องปิดแล้วล่ะมั้ง ไม่ได้ห้ามบอกนี่....

“ฮะ…!?“

“มีคนเค้าฝากมา“

“ใครฮะ…?“ทงเฮเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย เงินเยอะแบบนั้น ใครกัน??

“คิบอม“ชื่อสั้นๆ ที่ตอบไป แต่กลับทำเอาคนฟังงุนงงได้ไม่สิ้นสุด

“แล้วคิบอมไปเอาเงินตั้งเยอะนี่มาจากไหน“

“บ้านมันรวย“สั้นกระชับ แต่ไม่ได้ใจความอีกแล้ว
พี่จะตอบให้มันได้เรื่องได้ราวไม่ได้เหรอไงกันนะ

“ห๊ะ.....!? “

“ก็บอกว่า มันรวยไง รับๆไปซักที ทำเซ่อแบบนี้ เดี๋ยวก็ยึดหรอก“

“พี่หมายความว่าไง ผมไม่เข้าใจ“

“บ๊ะ...ก็หมายความว่าแกไม่เอา ฉันก็จะยึดล่ะซิ อะไรง่ายๆไม่เข้าใจเหรอไง“ยูชอลได้แต่เกาหัวงงกับน้องตัวเอง เรื่องง่ายๆนี่ไม่เข้าใจเหรอไงกัน

“ไม่ใช่ ที่พี่บอกว่าคิบอมรวย“

“ทำไมล่ะ ก็มันดูรวยออก“แล้วยูชอลก็เล่าเรื่องที่รู้มาเกี่ยวกับฐานะของคิบอมให้ทงเฮฟัง รวมทั้งเรื่องห้องของเขาที่ต้องย้ายลงมาเพราะคิบอม

“แล้วพี่ไปรู้มาได้ไง”

“ก็ฉันเก่ง”ยูชอนเอามือลูบคางตัวเองอย่างไว้เชิง กะจะให้น้องชายขำ แต่ดันไร้สัญญาณตอบรับจากคนข้างๆซะนี่

”....โกรธเหรอ“

“......“ทงเฮส่ายหน้าช้า สีหน้าเหมือนจะยังอึ้งๆกับบางสิ่งที่รับรู้มาอยู่ไม่น้อย

“แปลก ปกตินายต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยไม่ใช่เหรอ“

“......“พยักหน้ารับ พี่ชาย

“แล้วทำไมไม่โกรธล่ะ“

“ไม่รู้ฮะ ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่โกรธ จะมีก็แค่น้อยใจว่าทำไมคิบอมไม่เคยพูดอะไรบ้าง“

“น้ำท่วมปากมั้ง คงอยากพูดอยู่ แต่ทำไม่ได้ ก็ดันเริ่มต้นมาแบบนั้น อาจเพราะกลัวว่านายจะโกรธ กลัวว่านายจะไม่อภัย แบบนี้ล่ะรักมากก็ยิ่งกลัวมากเลยไม่พูดไง“

“ห๊ะ พี่.....พูดอะไรน่ะ“ตกใจอยู่ไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยินจากปากพี่ชาย วันนี้พี่ยูชอลจะพูดเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจไปถึงไหนกัน

“ก็พูดเรื่องจริง ทำไมล่ะ“

“คิบอม ชอบผมเหรอ“ถึงแม้จะเคยคิดเข้าข้างตัวเองอยู่บ้าง ว่าสิ่งที่คิบอมทำบ่อยๆเป็นเพราะคิบอมชอบเขาอยู่ แต่ตัวคิบอมไม่เคยพูดไม่เคยบอกเลยนี่ เมื่อไม่แน่ใจก็ไม่อยากที่จะคิดไปเองฝ่ายเดียว ไม่อยากเจ็บ คำว่าเพื่อนสนิทเลยเป็นคำเดียวที่คิดกับคิบอมได้

“เฮ้ย โง่จริงหรือแกล้งเนี้ย“ เบิกตาโตจ้องน้องชายด้วยความไม่แน่ใจ

“พี่อ่ะ....ไม่รู้มันผิดตรงไหนล่ะ“

“ว่าแต่ ไม่รู้จริงอ่ะ“ถามอีกทีเพื่อความแน่ใจ จะได้บอกถูก

“...... “ทงเฮจำใจพยักหน้าหงึกเพราะอยากรู้

“เหลือเชื่อคนทั้งอพาร์ทเม้นท์นี่ เค้าดูออกกันทั้งนั้น แต่นายดันไม่รู้เนี้ยนะ บื้อแบบชางมิน ทึ่มๆอย่างยุนโฮ หรือแม้แต่จองซูที่เพิ่งกลับมายังรู้เลย “ยูชอลเป่าปากถอนหายใจมองทงเฮที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา พระเจ้าจอร์จ ไม่น่าเชื่อโง่แบบนี้มีจริงเหรอเนี้ย

“........“

“เฮ้อะ! น้องฉันรู้เรื่องชาวบ้านทุกเรื่อง ริอาจทำตัวเป็นพ่อสื่อก็บ่อย แต่ทำไมถึงคราวตัวเองมันถึงได้บื้อแบบนี้นะ“

“พี่อ่ะ ก็แค่ไม่รู้ก็แค่นั้นเอง อีโก้ผมสูงพี่ก็รู้“เมื่อโดนจิกกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างปากก็เริ่มหาทางเถียงไปข้างๆคูๆเป็นการเอาตัวรอด

“เอาเข้าไป อีโก้มันก็คืออีโง่ล่ะหว้า น้องเอ้ย“มองปากน้อยๆที่ขยับจะเถียงอีก พร้อมกับเขกมะเหงกลงที่หัวหนึ่งทีบอกเป็นเชิงว่า อย่าริอาจเถียงเชียวนะ

“โอ้ย!!...พี่ว่าผมโง่อีกแล้วนะ“ยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองป้อยๆ ตาตวัดวับส่งค้อนวงใหญ่ให้คนเป็นพี่

“แล้วมันใช่มั้ยล่ะ“

“เปล่าซะหน่อย ผมแค่ไม่รู้ ก็แค่นั้นเอง“ยังเถียงต่อเสียงอู้อี้

“แล้วไงล่ะ รู้แล้วจะทำไง“

“จะให้ทำไรล่ะ คิบอมไม่เคยพูดซักคำนี่“

“มันไม่พูดแกก็พูดซิ ชอบเค้ามาตั้งนานอยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ“

“ก็..... “

“อะไรอีกล่ะ “ยูชอลมองน้องชายที่ตั้งแต่เช้ามานี่มาจนถึงยี่สิบนาทีก่อนยังนั่งซังกระตายอยู่เลย ถึงจะไม่หนักเท่าเมื่อวาน ก็ยังดูเศร้าล่ะ แต่ตอนนี้สิ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าใสนี่ มันช่างดูกวนประสาทเค้าเสียจริง นี่เจ้าตัวแสบคิดจะทำอะไรอีกล่ะ

“พี่ก็อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมแค่จะบอกว่า....เล่นตัวหน่อยน่าจะดีไม่ใช่เหรอฮะ..... “

“เออ!เอาเข้าไป เฮ้อ...น้องฉัน......แล้วนั่นจะไปไหน“ยูชอลมองน้องชายตัวดีที่จู่ๆ ก็กระเด้งพรวดขึ้นจากโซฟา แล้วเดินออกไป

“ไปนั่งเล่นที่สวนยออีโดฮะ”
.
.
.
“นั่งด้วยคนซิ”

“........“คิบอมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ที่พยักหน้าตอบ

“ยังคิดไม่ตกอีกเหรอ“

“อื้อ“

“อยากได้คำปลอบมั้ย“เอี้ยวตัวมองคนที่นั่งอยู่รอคำตอบ

“......“พยักหน้า

“แต่ฉันปลอบไม่เก่งนะ แต่ลองดูเนอะ อื้มมมม....”

“นายไม่เต็มเพราะนายต๊อง
ญาตินายบ๊องแถมยังงกอีกตะหาก
นายน่ารัก นายน่าฟัด น่าลวนลาม
กำลังใจของฉันยกให้นาย ลีทงเฮไฟติ้ง!! สู้ๆ“
พูดจบก็ยกมือขวาขึ้นทำท่าอย่างแข็งขัน

“ฮ่า ฮ่านี่เหรอ คำปลอบนาย“ทงเฮปล่อยเสียงหัวเราะออกมาทันที

“ช่ายยยยย คิด