Warning!! : Yaoi Fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง
แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction
และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ
แต่ผมมีความรักอีกรูปแบบหนึ่งมาเล่าให้พวกคุณได้เห็นกัน เป็นความรักที่..รักเข้าไป รักให้ตาย รักยังไงก็ยังเป็นรักข้างเดียวอยู่ดี ถ้าเป็นคุณจะยอมรักต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะสมหวังไหมหรือว่าจะหยุดรักเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่มีคนๆ หนึ่งที่เขายอมสู้เพื่อความรัก สู้แม้ไม่รู้ว่าจะชนะมั๊ย แต่ถ้าในความมืดมนจะยังมีแสงสว่างให้เห็นแม้เป็นเพียงจุดเล็กๆ ก็ยังมีความหวังว่าสักวันเขาจะต้องเดินไปเจอกับแสงสว่างนั้นให้ได้
.
.
.
.
“พี่ยูชอนช่วยผมหน่อยฮะ”
เสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นเบาๆ ที่หน้าเคาน์เตอร์ ผมเงยหน้าจากการอ่านหนังสือพิมพ์มาก็เห็นแจจุงกำลังพยายามประคับประคองร่างสูงของชางมินที่เมามายให้ยืนได้อย่างทุลักทุเล ผมพยักหน้าก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นเหล้าฉุนปะทะจมูกทันทีจนทำให้เผลอยกมือขึ้นปัดๆ ตรงจมูกอย่างไม่ตั้งใจ
“ชางมินเมามากจนเดินเองไม่ไหว ผมคนเดียวคงพยุงเขาขึ้นไปข้างบนคงไม่ไหวแน่ๆ รบกวนพี่ยูชอนหน่อยนะฮะ” แจจุงยิ้มแหยๆ ผมรีบส่ายหน้าเมื่อแจจุงกำลังทำท่าเกรงใจผม เมื่อกี้ผมแค่เผลอปัดกลิ่นเหล้าที่ฉุนเองนะ ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจจะไม่ช่วยสักหน่อย
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้ว่าอะไร แล้วนี่กลับมายังไง ไม่เห็นได้ยินเสียงรถ”
“เพื่อนที่ทำงานเขามาส่งฮะ พอใกล้จะถึงอพาร์ทเม้นท์ก็โทรให้ผมลงมารอรับ ส่วนรถก็คงจอดไว้ที่ทำงานมั๊งฮะ” ผมพยักหน้าก่อนที่จะถามออกไปตรงๆ
“พักนี้ชางมินดื่มบ่อยนะ” ก็พักนี้เห็นชางมินกลับบ้านดึกทุกวันพร้อมกับกลิ่นเหล้าจางๆ ที่ติดตัว แต่ไม่มีวันไหนที่หนักถึงขนาดเมามายไม่ได้สติจนถึงขนาดวันนี้เลย
“เอ่อ...ชางมินเขามีปัญหานิดหน่อยน่ะฮะก็เลยเครียด” แจจุงอ้อมแอ้มพูดไม่เต็มปากก่อนที่จะเร่งเดินให้ไวขึ้นผมจึงต้องเร่งจังหวะก้าวตามจนกระทั่งเราพยุงหรือเรียกอีกอย่างว่าลากชางมินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นสองก็เจอกับจุนซูที่เปิดประตูห้องเดินออกมาจากห้องพอดี
“พี่แจจุง อ้าว พี่ชางมินเป็นอะไรน่ะ โหย... กินเหล้าอีกแล้วเหรอ กลิ่นหึ่งเชียว”
“เดี๋ยวผมช่วยฮะ” ยุนโฮที่ได้ยินเสียงจุนซูก็เดินออกมาแล้วเข้าไปช่วยประคองชางมินต่อจากแจจุง ส่วนจุนซูเดินอ้อมมาข้างหลังเพื่อช่วยดันหลังชางมินให้เดินขึ้นไปตามบันได แจจุงจึงวิ่งนำไปเปิดประตูห้องรอไว้ก่อนล่วงหน้า
ในที่สุดพวกผมก็พาชางมินมาถึงห้องได้สำเร็จ ผมกับยุนโฮลากชางมินที่หลับไม่รู้เรื่องมาไว้ที่เตียงนอนได้อย่างปลอดภัย มองแจจุงที่ขยับจัดท่าจัดทางการนอนของชางมินให้สบายที่สุดก่อนที่จะหันมาพยักหน้าให้ผม ยุนโฮและจุนซูตามออกไปคุยกันที่ห้องนั่งเล่น
“ไม่ไหวแล้วนะพี่แจจุง พี่ชางมินน่ะอาการหนักมาก ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้บ่อยๆ ผมว่าเดี๋ยวก็เป็นตับแข็งตายกันพอดี” ถึงจุนซูจะพูดเกินจริงไปนิดแต่ผมว่าที่เขาพูดมันก็จริงนะครับ
“ไม่หรอกจุนซู ชางมินไม่ใช่คนดื่มเก่งอะไรขนาดนั้น ปกติเป็นคนคออ่อนด้วยซ้ำ” แจจุงแก้ต่างให้กับรูมเมทร่วมห้อง
“แล้วทำไมคืนนี้ถึงได้หนักกว่าทุกวันล่ะฮะ”
“................”
“เมื่อกี้นายจะลงไปซื้อของที่ร้านพี่ยูชอนไม่ใช่เหรอจุนซู ฉันว่าเราปล่อยให้พี่แจจุงกับพี่ชางมินพักผ่อนดีกว่า ไปเถอะ ไปนะครับพี่แจจุง ไปครับพี่ยูชอนลงไปขายของให้หน่อย” ยุนโฮตัดบทชวนจุนซูกลับก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรให้แจจุงไม่สบายใจไปมากกว่านี้พร้อมกับชวนผมไปด้วย คนแสนดื้ออย่างจุนซูก็ดูละล้าละลังอยากคุยต่อแต่เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของแจจุงสุดท้ายก็บอกลาเจ้าของห้องแล้วเดินมาที่ประตู
“ขอบใจทุกคนมากนะ” แจจุงเอ่ยพร้อมยิ้มให้อย่างขอบคุณ เราสามคนพยักหน้าก่อนที่ประตูห้องของแจจุงจะปิดลง
ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาของแจจุงเวลาที่มองชางมินเปลี่ยนไป แต่ชางมินก็ยังเป็นคนเดิม คนที่จมอยู่กับความรักในอดีต ความรักที่เจ็บปวดที่เขาเอามาทำร้ายตัวเองและทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
.
.
.
.
Flash Back
หิมะโปรยปรายลงมาราวสายฝนบางเบา แต่ให้ความหนาวเย็นยิ่งกว่าจนชางมินที่ลงมาจากรถไฟใต้ดินต้องกระชับผ้าพันคอไหมพรมสีน้ำตาลเข้มให้อบอุ่นขึ้น สองมือถูกันไปมาก่อนจะป้องปากเป่าไอขาวๆออกมา แล้วเริ่มเดินต่อ เขาใช้บริการรถไฟใต้ดินมาหลายวันแล้วเนื่องจากไอ้รถเก๋งคันเก่งเกิดอาการงอแง ผมกับเพื่อนๆ ในอพาร์ทเม้นท์เคยบอกให้เขาซื้อใหม่หลายครั้งแต่เจ้าตัวก็แค่บอกว่า ‘มันก็ยังซ่อมได้’ อย่างนี้เสียทุกครั้ง เฮ้อ!! แต่การที่ต้องเดินฝ่าหิมะและอากาศหนาวแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่ามันโหดร้ายอะไรมากมายนักหรอก เพราะถึงแม้จะไม่มีร่างของคนรักมาเดินเคียงข้าง กุมมือกันในวันที่หนาวเหน็บแต่ใช่ว่าจะเป็นความห่างเหิน เพราะขณะที่สองเท้าทำหน้าที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ริมฝีปากแดงจางๆ เพราะความหนาวเย็นก็กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข....ชิม ชางมินกำลังคุยกับคนรัก
“หิมะตกอีกแล้วครับ คนรักกันเขาเดินเล่นกุมมือผ่านหน้าผมไปเป็นคู่ๆ ผมอิจฉาคนอื่นจัง รู้ไหม”
“................”
“เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันครับ ผมไม่ได้ทานข้าวกับจุนกินานแล้วนะ” ลี จุนกิ คนรักของชางมินเป็นนายแบบหนุ่มชื่อดัง โกอินเตอร์ไปรับงานไกลถึงฝรั่งเศสหรือไม่ก็อิตาลีอยู่บ่อยๆ ผมเห็นคู่นี้เขาเจอกันเดือนหนึ่งไม่ถึงสามครั้งหรือบางเดือนก็ไม่ได้เจอกันเลย เลยไม่แปลกใจที่ชางมินจะโอดครวญขอเวลาจากคนรักบ้าง
“................”
“อะไรก็งานน่ะ ไม่ใช่แอบนอกใจผมนะ” น้ำเสียงจริงจังต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
“................”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมล้อเล่นครับ จุนกิไม่ต้องโวยวายขนาดนั้นก็ได้ ผมน่ะเชื่อใจจุนกิอยู่แล้ว แล้วอีกอย่างผมก็มั่นใจด้วยว่าผมหล่อกว่าพวกฝรั่งพวกนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ปลายสายคงจะรับไม่ได้กับการชมตัวเองอย่างหน้าตาเฉยแบบนั้นเขาถึงหัวเราะออกมาแล้วหน้าแดงนิดๆ ก่อนที่จะเอ่ยเสียงนุ่มเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยคำรักผ่านโทรศัพท์มา
“ผมก็รักจุนกิครับ”
“................”
“ผมอยากให้เป็นจุนกิที่มาอยู่กับผมมากกว่าที่จะเป็นลูกพี่ลูกน้องคุณนะ”
“................”
“เปล่าครับผมไม่ได้รังเกียจนะ ผมก็แค่อยากอยู่กับคุณก็เท่านั้นเอง” เสียงอ่อยเหมือนเด็กโดนผู้ใหญ่ดุเวลาทำผิด
ระยะทางจากสถานีรถไฟใต้ดินจนถึงอพาร์ทเม้นท์ของผมไม่ได้ไกลกันมากมาย คนที่เดินทางแบบนี้บ่อยๆ อย่างชางมินจึงยังไม่รู้สึกเหนื่อย และเพราะอากาศเย็นทำให้การเดินเรื่อยๆ มาจนถึงที่พักเป็นเรื่องสบายมาก
“ผมถึงอพาร์ทเม้นท์แล้วล่ะ เดี๋ยวผมเจอกับลูกพี่ลูกน้องของคุณแล้วผมจะโทรไปใหม่นะ” กล่าวลาปลายสายก่อนที่จะพับโทรศัพท์เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาว ก่อนที่จะเดินเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์
“สวัสดีครับพี่ยูชอน” เอ่ยทักทายเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน ผมเงยหน้าจากสมุดบัญชีที่กำลังทำอยู่แล้วทักตอบ
“สวัสดีตอนเย็นชางมิน รถยังซ่อมไม่เสร็จอีกเหรอ”
“ยังเลยฮะ คราวนี้ที่อู่เขาบอกให้รอคิวอีกสักวันสองวันฮะ”
“นายก็เลยต้องเดินลุยหิมะแบบนี้ไปอีกหลายวันล่ะสิ”
“ฮะ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เย็นดี แต่ว่ามันเย็นจนผมชักจะเริ่มมึนๆ หัวแล้วสิ เดินแบบนี้มาหลายวันแล้ว”
“กินยากันไว้ก่อนดีไหม จะได้ไม่เป็นอะไรหนักกว่านี้ มียาไหมล่ะ ร้านฉันมีขายนะ” ผมแค่เป็นห่วงกลัวเขาจะไม่สบายเพราะเดินตากหิมะมาหลายวันและเป็นห่วงว่าเขาจะไม่มียากินก็เท่านั้นแหล่ะน่า ไม่ได้งกหรือเห็นแก่จะขายของสักหน่อย ผมรู้นะว่าพวกคุณคิดอะไรกันอยู่!!
“ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณ เอ่อ...นั่น” ชางมินชี้ไปที่กองอะไรสักอย่างที่ขดกลมๆ อยู่บนโซฟาหนังเทียมสีดำตัวยาวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ ผมเอามาตั้งไว้เพื่อรับแขกที่จะมาติดต่อสอบถามเรื่องเช่าห้อง กองอะไรที่ชางมินว่าน่ะเมื่อนอนจมลงไปกับโซฟาตัวใหญ่ก็เหลือกองแค่นิดเดียวแหล่ะ
“อ๋อ..นั่นน่ะ เขามาถามหานาย หอบผ้าหอบผ่อนมา ฉันบอกว่านายไม่อยู่เขาก็ยืนยันว่าจะรอ ฉันไม่กล้าให้เขาขึ้นไปรอข้างบนหรอก ถึงจะบอกว่าเป็นญาติมาจากต่างจังหวัดก็เหอะ เลยให้รออยู่ตรงนี้ รอจนหลับไปแน่ะ” ชางมินพยักหน้ากับคำอธิบายที่กระจ่าง(เพราะยืดยาว)ของผม พลางยิ้มให้อย่างขอบคุณในความรอบคอบของผม (อีกครั้ง) ก่อนที่จะเดินเข้าไปสะกิดคนที่นอนหลับสบายให้ตื่น
“คุณๆ ตื่นเถอะ คุณ” ร่างที่นอนขดอยู่บนโซฟาขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียก ดวงหน้าขาวใสที่ผมเห็นแวบแรกต้องบอกเลยว่า ‘สวยแฮะ’ ผงกขึ้นมามอง ดวงตาใสแป๋วมองผู้เรียกอย่างงงๆ
“แจจุงใช่มั๊ย ฉันชางมินนะ เพื่อนจุนกิไง” เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าคือคนที่กำลังรออยู่แจจุงจึงยิ้มร่าตาสว่าง กระโดดจากโซฟามายืนอยู่หน้าชางมินทันที
“หวัดดีชางมิน ฉันคิม แจจุง ต้องรบกวนนายด้วยน๊า” ก้มหัวให้ก่อนที่จะยิ้มที่ชางมินมองว่าเหมือนเด็กกำลังประจบผู้ใหญ่ส่งมาให้ ก่อนที่จะเผื่อแผ่ยิ้มนั้นมาถึงผมด้วย โอ๊ย..ผมจะละลายกับรอยยิ้มนั้นซะให้ได้
“ไม่เป็นไร ไม่รบกวนหรอก ฉันเต็มใจ นายเป็นญาติจุนกินี่นา” ก้มลงหยิบข้าวของแจจุงมาไว้ในมือทั้งหมดก่อนจะหันมาบอกผม “ญาติจุนกิน่ะครับ เขาจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมก็เลยชวนให้มาอยู่ด้วยกัน”
“เหรอ แล้วห้องไหนล่ะ แหม..แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกจะได้ให้จัดการเรื่องเช่าห้องให้เรียบร้อย มาๆ มาคุยกันก่อน” ผมกำลังจะได้ลูกค้าคนใหม่มาเช่าห้องแล้วครับ
“เอ่อ..ไม่ครับ ไม่ใช่ครับพี่ยูชอน คือ.. แจจุงเขาจะมาอยู่กับผม อยู่ห้องเดียวกันน่ะครับ” ชางมินดับความหวังของผมซะฉับพลัน แต่ยังไม่อยากยอมแพ้อ่ะ
“เฮ้ย!! จะอยู่กันเข้าไปได้ยังไงห้องก็ไม่ได้ใหญ่มากมาย อยู่สองคนอึดอัดออก ห้องว่างก็ยังมี อยู่ห้องใหม่นั่นแหล่ะ”
แจจุงมองหน้าชางมินที่กำลังทำท่างงๆ กับผมก่อนจะสะกิดแล้วถามเบาๆ “นายอึดอัดหรือเปล่า ถ้าฉันจะอยู่ด้วย บอกตรงๆ ก็ได้ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“ถ้านายไม่อึดอัดที่จะอยู่ร่วมกับฉัน ฉันก็ไม่อึดอัดเหมือนกัน เอาไง” แจจุงส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
“แจจุงเขาบอกว่าอยู่ได้ครับพี่ งั้นผมขอตัวเลยนะครับ แจจุงจะได้พักผ่อนสักที ขอบคุณนะฮะ” ชางมินก้มหัวขอบคุณอีกทีก่อนจะพาแจจุงเดินขึ้นบันไดไปชั้นสามที่เป็นห้องพักทันที ไม่สนใจเจ้าของอพาร์ทเม้นท์อย่างผมที่ยืนหน้าเซ็งอยู่เลย ‘อดได้ค่าห้องเพิ่มเลย’
.
.
.
.
“โอ้โห ห้องนายสวยจัง!!” ห้องพักของหัวหน้าฝ่ายผลิตของสถานีโทรทัศน์ชื่อดังในเกาหลี แม้จะไม่ใหญ่โตมากแต่การตกแต่งก็หรูหราใช่ย่อย พื้นไม้ขัดมัน เตียงโครงเหล็กสีดำถูกนำมาใส่เบาะใหม่พร้อมกับปูผ้าสีขาวใช้เป็นที่นั่งในส่วนห้องรับแขก มีหมอนอิงสีแดงใบใหญ่วางเรียงกันอยู่ ทำให้ดูเก๋ไก๋ขึ้นมาทันทีเมื่อสีแดงของหมอนตัดกับสีดำของโครงเหล็กและสีขาวของผ้าปู มีโต๊ะไม้เล็กๆ ตรงกลางสำหรับวางของ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟข้างโซฟาทำให้ห้องดูอบอุ่น มีโต๊ะไม้เล็กๆ เอาไว้สำหรับนั่งทานข้าวตรงหน้าเคาเตอร์ที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับครัวขนาดเล็กที่แจจุงเห็นแล้วก็ต้องอมยิ้มออกมาอย่างถูกใจ “ที่นี่เขาตกต้องแห่งดีเนอะ เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกห้องหรือเปล่า”
“ไม่หรอก ตอนมาใหม่ๆ น่ะมีให้แต่ห้องโล่งๆ อ้อ!! มีทีวี ตู้เย็น เตียงนอนไว้ให้ก็เท่านั้นแหล่ะ”
“งั้นนายก็แต่งห้องเองน่ะสิ เก่งจัง สวยมากเลยนะเนี่ย”
“สวยไม่เท่าห้องจุนกิหรอก” ห้องของลี จุนกิที่ชางมินเอ่ยถึงคือคอนโดหรูราคาหลักสิบล้านในโซลที่เจ้าตัวไม่ค่อยได้มาอยู่สักเท่าไหร่เพราะต้องบินไปถ่ายแบบที่ต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ยิ่งพักหลังชางมินบอกว่าจุนกิเซ็นสัญญาเป็นนายแบบให้บริษัทโมเดลลิ่งของประเทศอิตาลีแล้วคงหาเวลาบินกลับมาเกาหลีได้ยากขึ้น แล้วอย่างนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงนะ ..
“นี่ห้องนอนนายนะ” ถัดจากห้องนอนชางมินติดกันจะเป็นห้องนอนที่มีขนาดเล็กกว่าเพียงเล็กน้อยการตกแต่งก็ไม่ต่างจากภายนอกสักเท่าไหร่ เพียงแต่เตียงจะเล็กกว่าและห้องจะโล่งกว่าเท่านั้นเอง
“ฉันไม่ได้ทำให้นายอึดอัดลำบากใจแน่นะ”
“ไม่หรอกน่า อย่าคิดมากเลย น้องจุนกิก็เหมือนน้องฉันแหล่ะ นายสองคนไม่ค่อยสนิทกันเหรอ พูดตรงๆ นะ จุนกิไม่ค่อยพูดถึงนายให้ฉันฟังเท่าไหร่น่ะ” ชางมินเอ่ยอย่างเกรงใจ
“อื้ม...แม่ฉันเป็นน้องสาวของแม่จุนกิ แต่งงานแล้วก็ย้ายไปอยู่เชจู พอพ่อกับแม่ฉันตายด้วยอุบัติเหตุเมื่อ 2 ปีที่แล้วฉันก็ย้ายมาอยู่กับครอบครัวของจุนกิ แต่ตอนนั้นจุนกิเขามาเรียนแล้วก็ทำงานในวงการแล้วด้วยก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลากลับบ้าน เราก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันไง ความสนิทสนมมันก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรอก เพียงแต่ผูกพันเพราะเป็นญาติพี่น้องกันก็เท่านั่นล่ะ”
“อ๋อ ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”
“มาเป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียนใกล้ๆ นี่แหล่ะ เอาไว้ฉันทำงานเก็บเงินได้อีกสักหน่อยแล้วฉันจะพยายามหาที่อยู่ใหม่นะ นายจะได้ไม่อึดอัดไง” แจจุงยังไม่เลิกคิดว่าชางมินอาจจะอึดอัดลำบากใจที่มีเขามาอยู่ด้วย ชางมินส่ายหัวกับความรั้นของอีกฝ่ายก่อนจะยืนยันคำเดิม
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร นายเลิกเกรงใจฉันได้แล้ว อยู่ด้วยกันที่นี่แหล่ะไม่เห็นเป็นไรเลย เอางี้! ถ้านายเกรงใจฉัน นายก็ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้ฉันกินทุกวันเป็นการตอบแทนดีไหม เป็นไงแฟร์ๆ ขนาดนี้แล้วสบายใจหรือยัง” แจจุงยิ้มอย่างถูกใจแล้วพยักหน้า
“ตามสบายนะ” ชางมินบอกก่อนจะเดินออกจากห้องไป สักพักแจจุงก็ได้ยินเสียงชางมินคุยโทรศัพท์กับจุนกิ คงจะรายงานว่าเขาได้ที่อยู่อย่างปลอดภัยแล้วนั่นแหล่ะ
.
.
.
.
flash come
กาละมังน้ำใบเล็กบรรจุน้ำเย็นไว้เกือบครึ่ง แจจุงหยดโคโลญจน์กลิ่นหอมอ่อนๆ ลงในน้ำ 2-3 หยด ผ้าขนหนูผืนนุ่มถูกนำมาจุ่มลงในน้ำก่อนที่จะบิดขึ้นมาจ่อที่จมูกเพื่อทดสอบอีกครั้ง เมื่อได้น้ำเย็นกลิ่นหอมอ่อนๆ อย่างที่ต้องการแล้วแจจุงก็ถือกาละมังน้ำเดินกลับไปที่ห้องนอนชางมินทันที
ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงกระสับกระส่ายขยับตัวไปมาเพราะอุณหภูมิความร้อนภายในทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนัก ผ้าห่มหล่นลงมาอยู่ปลายเตียง แจจุงส่ายหัวกับสภาพที่เห็นก่อนจะคว้าเก้าอี้ตัวเล็กมาวางกาละมังน้ำส่วนตัวเองก็นั่งลงข้างเตียง
ความเย็นที่สัมผัสกับผิวทำให้ชางมินสะดุ้ง ปรือตามองเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลงเหมือนเดิม แจจุงลูบผ้าชุบน้ำไปตามใบหน้าเรื่อยลงมาถึงคอ กระดุมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนถูกปลดทีละเม็ดก่อนที่ผิวสีน้ำผึ้งจะปรากฏสู่สายตา ผ้าเย็นถูกลูบไล้ไปตามลำตัวอย่างเบามือ ความเย็นของน้ำและกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ชางมินสบายตัวมากขึ้นอาการกระสับกระส่ายจึงลดลงตามไปด้วย
“จุนกิ ลี จุนกิ” เสียงพึมพำแผ่วเบาจากชางมินทำให้แจจุงชะงักก่อนที่จะก้มลงไปใกล้อีกนิดเพื่อให้ได้ยินชัดๆ
“คนใจร้าย ผมรักคุณนะ ผมเชื่อใจคุณแล้วทำไมทำกับผมอย่างนี้ ทิ้งผมไปได้ยังไง ใจร้าย จุนกิใจร้ายที่สุดเลย”
มือที่กำผ้าขนหนูอ่อนแรงลงทันใด น้ำตาเอ่อคลอสองดวงตาก่อนที่จะไหลรินลงมาตามแก้มเนียน รูปที่ชางมินถ่ายคู่กับจุนกิ ตั้งอยู่หัวเตียง รอยยิ้มที่มีความสุขปรากฏชัดอยู่ในใบหน้าของคนทั้งสอง แต่ตอนนี้รอยยิ้มของจุนกิในภาพนั้นแจจุงกลับรู้สึกเหมือนกับว่าจุนกิกำลังยิ้มเยาะเขาอยู่
‘อีกวันแล้วสินะชางมินที่นายทำร้ายตัวเองเพราะจุนกิ อีกวันแล้วสินะที่ชื่อนี้ทำร้ายฉัน จุนกิ ลี จุนกิ ฉันอิจฉานาย ผิดไหมที่ฉันอิจฉานาย อิจฉาที่ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นชางมินไม่เคยลืมนาย ทั้งๆ ที่นายทำร้ายเขา เขาก็ยังเรียกแต่ชื่อนาย ไม่แม้แต่จะลืมตามองฉันที่อยู่กับเขาตอนนี้ด้วยซ้ำไป ฉันอิจฉานายจริงๆ จุนกิ’
แจจุงหย่อนผ้าลงในกาละมังตามเดิม ติดกระดุมเสื้อให้ชางมินก่อนที่จะลุกไปดึงผ้าห่มที่ปลายเตียงมาห่มให้แล้วตัวเองก็มานั่งลงตรงข้างเตียงฟุบหลับอยู่ตรงนั้น เพื่อเฝ้าดูอาการของชางมินที่อาจจะไม่สบายตอนกลางดึก ‘ยังไงคิม แจจุง ก็ยังห่วงชิม ชางมินมากกว่าตัวเองอยู่ดี’
.
.
.
.
ทุกวันก็ยังผ่านไปเหมือนเดิม ชางมินยังตื่นแต่เช้า ทานอาหารฝีมือแจจุงก่อนไปทำงานเหมือนทุกวัน ตกเย็นก็เมากลับมาให้แจจุงดูแลเหมือนเคย เพียงแต่อาจจะไม่หนักเหมือนคืนนั้น แจจุงบอกผมกับจุนซูว่าชางมินคงดื่มให้เป็นยานอนหลับ นี่แค่อกหักถึงขนาดนอนไม่หลับถ้าไม่ดื่มเหล้ากันเลยเหรอ ผมเองก็ไม่รู้หรอกเพราะไม่เคยถูกใครหักอก หล่อๆ อย่างผมก็ต้องเป็นฝ่ายหักอกสาวๆ สิฮะ ผมเห็นแจจุงตาบวมช้ำท่าทางหมดอาลัยตายอยากทุกเช้า สงสารแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เรื่องที่ชางมินกินเหล้าเมาเนี่ยผมคงต้องพูดกับเขาบ้าง ถึงจะไม่ได้เมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่เอาน่า...เตือนเพราะเป็นห่วง เตือนเพราะความหวังดีเขาน่าจะฟังกันบ้าง
“พี่ยูชอนผมขอซื้อยาแก้ปวดหัวหน่อยสิฮะ” แล้วโอกาสของผมก็มาถึงเมื่อวันหนึ่งแจจุงลงมาขอซื้อยาแก้ปวดหัวที่ร้าน
“ใครเป็นอะไรแจจุง แล้วเป็นมากหรือเปล่า”
“ชางมินไม่สบายฮะ ปวดหัวแล้วยามันก็หมดแล้ว”
ผมหันหลังไปเปิดตู้ยาอดไม่ได้ที่จะบ่น “เพราะกินเหล้าทุกวันน่ะสิ แล้วแจจุงล่ะไม่ต้องการยาแก้ปวดหัวมั่งเหรอ”
“ผมเหรอ..ไม่นี่ฮะ ผมไม่ได้เป็นไร”
“ฉันเห็นนายตาบวมลงมาทุกเช้าแสดงว่านอนดึกทุกคืนเลยน่ะสิ ใช่ไหม นอนไม่หลับเหรอ ยานอนหลับหน่อยไหม จะได้หลับเต็มที่สักคืนนึง” ความจริงผมก็ไม่อยากแนะนำยานอนหลับให้ใครใช้สุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะ แต่สำหรับแจจุงการได้พักผ่อนเต็มที่สักคืนก็น่าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้
“ไม่เป็นไร ขอบคุณฮะ” ส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างขอบคุณ
“อ๊ะ..ยาได้แล้ว เดี๋ยวฉันขึ้นไปด้วยดีกว่า จะได้ไปดูด้วยว่าชางมินเป็นไงบ้าง” ล๊อคประตูเคาน์เตอร์ก่อนจะเดินตามแจจุงขึ้นไป
.
.
.
.
“ชางมินพี่ยูชอนมาเยี่ยมนายแน่ะ” ชางมินที่นอนอยู่บนโซฟาลุกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงแจจุง “ยากินหลังอาหารเดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้นายก่อนนะ พี่ยูชอนอยู่คุยเป็นเพื่อนชางมินไปก่อนนะฮะ” เข้าทาง!! แจจุงเดินเข้าครัวไปแล้วทีนี้ก็เหลือผมกับชางมิน
“เป็นไง ไม่ไหวแล้วเหรอถึงต้องกินยาน่ะ” มือตบลงที่บ่าชางมินเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างกัน
“นิดหน่อยฮะพี่มันมึนๆ หัว”
“ก็เพลาๆ กินเหล้าหน่อยสิ กินให้กับคนที่เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้วไม่คิดถึงคนที่คอยดูแลเรามั่งเหรอ” ชางมินมองผมอย่างไม่เข้าใจ ผมจึงพยักหน้าไปทางครัวที่อีกคนกำลังจัดการกับอาหารมื้อเย็นอยู่ “แจจุงน่ะเกือบจะไม่ไหวเหมือนกันนะ ไม่ได้กินเหล้าเองแต่ก็แย่เหมือนๆ กัน”
“ผมไม่ได้ตั้งใจ” เสียงอ่อยสำนึกผิด
“ไม่ได้ตั้งใจก็เปลี่ยนแปลงซะ เหล้านะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ มันดีก็ตอนเมา แต่พอหายก็เป็นอีกอยู่ดี มันอยู่ที่ใจ ถ้าใจเข้มแข็งก็ไม่ต้องพึ่งเหล้าหรอก”
“...ผมจะพยายามฮะ”
“สงสารรูมเมทของเราหน่อยนะ อย่าให้เขาต้องคิดว่าเขาคิดผิดที่มาอยู่ร่วมกับเรา” ผมตบไหล่ให้กำลังใจชางมินอีกทีก่อนจะลุกขึ้นตะโกนบอกคนในครัวว่าจะกลับแล้วก็ได้ยินเสียงขอบคุณดังออกมา
.
.
.
.
หลังจากนั้นชางมินก็สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งอพาร์ทเม้นท์เมื่อเขาไปรับแจจุงที่โรงเรียนสอนทำอาหารทุกวันในตอนเย็น หลังจากที่ทิ้งแจจุงให้กลับบ้านคนเดียวแล้วตัวเองก็หนีไปกินเหล้ามานาน จนตอนนี้ชางมินได้กินอาหารฝีมือแจจุงทั้งเช้าและเย็น โดยไม่ดื่มเหล้าอีก ถึงทุกคนจะประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงขนาดไหนแต่ก็ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น แค่เห็นรอยยิ้มและหน้าตาที่สดใสของแจจุงทุกคนก็พอใจแล้ว รวมถึงผมด้วย (แต่ผมอยากจะแอบบอกทุกคนให้รู้จังเลยนะเนี่ยว่านั่นน่ะฝีมือผม ^^)
“ทำไมนายเลือกร้านนี้ล่ะ จริงๆ ก็ไปร้านที่ไกลกว่านี้ก็ได้ รถฉันเพิ่งซ่อมมายังขับพานายไปกินข้าวได้หรอกน่า” ชางมินชวนคุยขณะที่พวกเขาเดินออกมาจากร้านอาหาร ‘AMO-TE’ ที่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์เท่าไหร่ เมื่อวานเขานัดกับแจจุงไว้ว่าจะไปทานข้าวนอกบ้านกันสักครั้งโดยให้แจจุงเป็นคนเลือกร้าน แจจุงก็เลือกร้านนี้ แถมยังขอเดินไปแทนการให้ชางมินขับรถไปอีกต่างหาก
“ไม่เอา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันยังไม่เคยไปร้านนั้นเลย ชางมินขับรถผ่านตั้งหลายครั้ง ฉันว่าบรรยากาศน่าจะดี อีกอย่างฉันอยากเดินเล่นด้วย”
“หาเรื่องเหนื่อยน่ะเนี่ยนาย” แจจุงอมลมจนแก้มป่องที่ถูกชางมินบ่นก่อนจะหัวเราะออกมานิดๆ
“หัวเราะอะไร มองฉันแล้วหัวเราะหมายความว่ายังไงฮึ!!” น้ำเสียงเอาเรื่องหน่อยๆ ของชางมินทำให้แจจุงหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนที่จะเอ่ย
“วันนี้นายหล่อ” หิมะที่เพิ่งหยุดตกไปไม่นานทิ้งอากาศที่ยังเย็นๆ ไว้ไม่ถึงกับหนาวจนต้องใส่เสื้อโค้ท ชางมินจึงเลือกสวมเสื้อไหมพรมสีเทากับกางเกงยีนส์สบายๆ พร้อมกับผ้าพันคอสีขาว ส่วนแจจุงเป็นเสื้อยืดแขนยาว กางเกงยีนส์และผ้าพันคอ
“เห็นว่าฉันเลี้ยงข้าวก็เลยแกล้งชมเอาใจกันหรือไง”
“เปล่านะ วันนี้นายหล่อจริงๆ ทุกทีเห็นนายแต่งแต่ชุดทำงาน พอมาแต่งแบบนี้หล่อมากเลย”
“หิมะเพิ่งหยุดตกอากาศยังเย็นมากอยู่เลยเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” ชางมินกระชับผ้าพันคออีกฝ่ายให้กระชับขึ้นก่อนจะเอ่ยประโยคที่เรียกสีหน้าอีกฝ่ายให้ระเรื่อด้วยความเขินขึ้นมาได้ “วันนี้นายก็น่ารัก” แจจุงยิ้มรับการกระทำที่แสนอ่อนโยนนั้นก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณเบาๆ
“ชวนฉันออกมาทานข้าวข้างนอกแบบนี้ เบื่อฝีมือการทำอาหารของฉันแล้วเหรอไง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แจจุงเหนื่อยมามากแล้วฉันก็อยากให้พักบ้าง”
“เหนื่อยอะไรกัน ก็เหมือนๆ กันทุกวัน ตื่นเช้ามาก็ทำอาหารให้ชางมิน แล้วก็ไปทำงาน ตอนเย็นก็ทำอาหารให้ชางมิน แล้วก็เข้านอน ไม่เหนื่อยหรอก” แจจุงเลี่ยงที่ไม่พูดถึงการดูแลชางมินเวลาเมาให้เสียบรรยากาศแต่ชางมินก็เหมือนจะเข้าใจ
“ตอนฉันเมาไง นั่นล่ะเหนื่อยมากเลย ดูแลฉันเหนื่อยมากเลยใช่ไหม ต้องคอยดูแลฉันที่ไม่ได้เรื่อง สร้างความเดือดร้อนให้แจจุงตลอด เหนื่อยมากเลยใช่ไหมแจจุง” แจจุงส่ายหน้าอ้าปากเตรียมจะค้านแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของชางมิน
“คบกับฉันนะแจจุง ได้ไหม เราเป็นแฟนกันนะ”
“ห๊ะ...ทะ ทำไมล่ะชางมิน ทำไมถึง...” ดูเหมือนแจจุงจะพูดติดขัดขึ้นมาซะดื้อๆ
“แจจุงดีกับฉันตั้งหลายอย่าง ฉันประทับใจนาย ฉัน..”
“ถ้าจะคบกับฉันเพราะจะตอบแทนบุญคุณเรื่องที่ฉันทำอะไรให้นายตั้งหลายอย่างก็ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ความรัก”
“แล้วนายเชื่อไหมว่าความประทับใจมันจะกลายเป็นความรักได้ในที่สุด”
“...สักวันนายจะรักฉันได้จริงๆ น่ะเหรอชางมิน” ชางมินนิ่งไปครู่ก่อนจะพยักหน้า แจจุงจ้องเข้าไปในแววตานั้นก็พบกับความหวั่นไหว ไม่แน่ใจ แม้จะรู้สึกได้อย่างนั้นแต่แจจุงก็ขอทำตามใจของตัวเองที่ร่ำร้องอยู่ลึกๆ
“ตกลงชางมิน ฉันจะคบกับนาย เราจะเป็นแฟนกัน”
‘สักวันนายจะรักฉันได้เหมือนที่ฉันรักนายใช่ไหม’
“ขอบใจนะแจจุง คนรักของฉัน” แจจุงยิ้มให้กับสรรพนามใหม่ที่ชางมินใช้เรียกเขา
เส้นทางสายเดิมที่เคยเดินมาแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมในยามที่เดินกลับ สายลม แสงแดด เสียงนกร้อง คำพูดของชางมิน ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้แจจุงจะขอเก็บไว้ในความทรงจำที่จะไม่มีวันลืม
.
.
.
.
ข่าวการคบกันของชางมินกับแจจุงรู้กันทั้งอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของผมอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากเจ้าน้องชายตัวดีของผม ทงเฮที่รู้มาจากคิบอมที่ชางมินบอกมาอีกที ผมเห็นทงเฮกับจุนซูดีใจกับข่าวนี้มากกว่าแจจุงคนที่ถูกขอคบด้วยซะอีก จนผมกับยุนโฮมองหน้ากันแล้วก็ต้องส่ายหัว แต่ก็เข้าใจล่ะนะ คงเป็นเพราะทุกคนต่างก็ลุ้นกันว่าเมื่อไหร่ชางมินจะมองเห็นความดีของแจจุงสักที พอเป็นจริงก็อดดีใจด้วยไม่ได้ ผมกับยุนโฮก็เหมือนกัน จะมีก็แต่คิบอมเจ้าลิงตัวดำคนข้างห้องน้องผมเท่านั้นแหล่ะที่ทำสีหน้าแปลกๆ ในครั้งแรกที่รู้ข่าว แต่ก็ไม่พูดอะไร
แต่เขาว่ากันว่าเวลาที่เรามีความสุขมากๆ เวลานั้นมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผมไม่เคยรู้ว่ามันจะเป็นจริง จนกระทั่งแจจุงเป็นคนทำให้ผมได้รู้ว่าที่เขาพูดกันนั้นเป็นเรื่องจริง ความสุขกับการได้เป็นคนรักของชางมินเกิดขึ้นเพียงไม่นานก็ถึงเวลาที่แจจุงต้องตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง
.
.
.
.
สถานีโทรทัศน์ KBS
ชางมินในหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิตรายการของสถานีกำลังคุยงานกับทีมงานถึงการจัดรายการต่อไปอยู่ จู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นโจ คยูฮยอนนักแสดงในสังกัดพ่วงตำแหน่งนายแบบยอดนิยมในเกาหลีตอนนี้ด้วยกำลังเดินเข้ามาในห้องทำงานก็รีบเอ่ยทัก
“ว่าไงคยู มาทำอะไรเนี่ย”
“หวัดดีฮะพี่ชางมิน ผมมารับเชคฮะ อ้อ!! เอาของฝากจากอิตาลีมาให้ด้วย เจอพี่พอดีเลยผมจะได้ไม่ต้องไปฝากไว้กับคนอื่น นี่ฮะ” คยูฮยอนยื่นถุงให้กับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ความจริงคยูฮยอนกับชางมินอายุไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่แต่เพราะหน้าที่การงานของชางมินที่สูงกว่าคยูฮยอนจึงเรียกเขาว่าพี่เพื่อเป็นการให้เกียรติ
“ขอบใจนะ เอ่อ..นายไปอิตาลีมาเหรอ” คำว่าอิตาลีสะกิดใจเขาอย่างแรงเพราะที่นั่นมีใครบางคนที่เขาไม่เคยจะลืมอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
“ไปถ่ายแบบฮะ คิบอมเป็นช่างภาพนี่ฮะเซทนี้”
“อ๋อ..ถ่ายเดี่ยวเหรอ ไปไกลถึงอิตาลีเชียว”
“เปล่าฮะ ถ่ายกับพี่จุนกิ”
‘จุนกิ’ ชื่อนี้กลับมาเข้าหูเขาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่คิดไว้แล้วว่าคำตอบคืออะไร ทั้งๆ ที่คิดมาตลอดว่าถ้าได้ยินชื่อนี้อีกครั้งจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอถึงเวลาจริงๆ ชางมินก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบในใจมากอยู่ดี
“เอ่อ..แล้ว..เขา..สบายดีไหม”
“สบายดีฮะ บ่นคิดถึงเกาหลี แต่ผมว่าพี่เขาก็คงบ่นไปอย่างนั้นแหล่ะ เพราะเห็นว่าเป็นพวกเราไป”
“ทำไมล่ะ..ทำไมถึงคิดอย่างนั้น เขาอาจจะคิดถึงจริงๆ ก็ได้” แล้วนายจะคิดถึงฉันไหม
“ไม่รู้สิ เห็นพี่เขาก็มีความสุขดี ดีมากๆ ด้วยล่ะมั๊งฮะ มีแฟนคอยตามเอาใจไม่ห่าง น่าอิจฉาจะตาย ถามคิบอมดูสิฮะ เห็นคิบอมแซวว่าไม่คิดถึงใครที่นี่มั่งเหรอ พี่เขายังส่ายหัวเลย คงไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ”
‘มีความสุขดี’ ......ในขณะที่เขาเจ็บปวด
‘ไม่อยากกลับมา’ ......ในขณะที่เขาเฝ้ารออยู่ทุกวินาที
‘ไม่คิดถึงใคร’......ทั้งๆ ที่ใจฉันร่ำร้องหาแต่ชื่อนายอยู่ตลอดเวลา
‘นายลืมฉัน ลืมความรักของเราหมดสิ้นแล้วจริงๆ เหรอจุนกิ’
.
.
.
.
“อ้าว แจจุง ว่าไง จะซื้ออะไรเหรอ” เมื่อเดินลงมาชั้นล่างก็เห็นแจจุงนั่งอยู่ที่โซฟาแต่สายตามองเหม่อออกไปที่หน้าประตู พอได้ยินผมถามแจจุงจึงหันมาแล้วส่ายหัว
“เปล่าฮะ ผมมารอชางมิน”
“เอ๊ะ...พี่ชางมินเหรอฮะ กลับมาแล้วนี่ฮะ” ทงเฮที่เดินตามยูชอนลงมาได้ยินว่าแจจุงมารอชางมินก็เอ่ยอย่างแปลกใจ “กลับมาตั้งนานแล้ว คุยอยู่กับคิบอมที่ห้องน่ะฮะ ผมยังแปลกใจเลยว่าทำไมวันนี้พี่ชางมินถึงไปคุยกับคิบอมได้ แต่สีหน้าเครียดๆ นะ ไม่รู้คุยอะไร”
“แล้วทำไมนายไม่อยู่คุยกับเขาล่ะ จะได้รู้ว่าเขาคุยอะไร” ผมหันไปถามเจ้าน้องชายตัวดีอย่างกวนๆ ทุกทีเห็นอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน(เหมือนพี่) ไหงคราวนี้ถึงปล่อยไป แถมชาวบ้านนั่นน่ะก็คนตรงข้ามห้องตัวเองอีกต่างหาก คราวนี้ไม่ยักกะสนใจ..แปลก!!
“ผมหิว ลงมาหาอะไรไปกินเดี๋ยวจะขึ้นไปล่ะ” และแล้วผมก็กระจ่าง อ้อ!! ปากท้องเรื่องสำคัญนี่เอง มองน้องชาย(ที่รักเหลือเกิน)กำลังเปิดตู้แช่หยิบน้ำอัดลมแล้วก็หันไปหยิบถุงขนมมาอีกหลายถุงอย่างหมั่นไส้
“แล้วอย่าลืมจ่ายตังค์ด้วยล่ะ!!”
แจจุงที่นั่งอึ้งกับคำพูดของทงเฮค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปอย่างเงียบๆ วันนี้เขาถูกแลกชั่วโมงสอนมาเป็นช่วงเช้าสอนเสร็จตอนเที่ยงพอดีจึงได้กลับมาก่อน แล้วก็ขลุกตัวทำอาหารรอชางมินอยู่ในห้องจึงไม่รู้เลยว่าคนที่รออยู่นั้นได้กลับมาแล้ว ไม่มีการแวะทักทาย ไม่มีการแวะบอกกล่าวก่อนว่าจะไปไหน ความจริงอาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นอะไรมากนักเพราะทุกคนก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่อยากคิดมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
.
.
.
.
“พี่จุนกิเขาขายคอนโดที่เกาหลีแล้วนะฮะ ตอนนี้ก็คงย้ายไปอยู่กับแฟนใหม่ที่อิตาลีเป็นการถาวรแล้วล่ะ”
“................”
“ดูเขากับแฟนก็รักกันดี ตามเอาใจกันไม่ห่าง ดูมีความสุขดีฮะ”
“................”
คิบอมถอนหายใจกับอาการนิ่งเงียบของคนตรงหน้า เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วชางมินมาถามเขาเรื่องที่ไปเป็นช่างภาพถ่ายแฟชั่นให้คยูฮยอนที่อิตาลี เมื่อเขาเล่าสิ่งที่ได้พบมาชางมินก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
“พี่ชางมิน...ที่ผมพูดตรงๆ ก็เพราะเห็นว่าพี่กับคุณแจจุงคบกันแล้ว พี่คงไม่รู้สึกอะไรกับพี่จุนกิอีกหรือพี่ก็ไม่ควรรู้สึกอะไรกับพี่จุนกิ....”
“พี่รักเขา”
“พี่ชางมิน!!” คิบอมตกใจกับคำสารภาพตรงๆ ของคนตรงหน้า
“พี่ลืมเขาไม่ได้...พี่รักเขา พี่รักจุนกิ” น้ำเสียงสั่นเครือแสดงออกถึงความเจ็บปวดของชางมินทำให้คิบอมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แล้วคุณแจจุงล่ะครับ เขาเป็นแฟนพี่แล้วนะ ตอนนี้แจจุงเขาเป็นแฟนพี่นะ พี่ต้องการแบบนั้นไม่ใช่เหรอ” ตอกย้ำเป็นการเตือนสติอีกครั้ง
ชางมินนิ่งไปครู่ก่อนที่จะค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างคนที่กำลังใช้ความคิด “พี่อาจจะ..อาจจะแค่ชอบแจจุง..อาจจะแค่ต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ..อาจจะ..แค่เหงา”
“พี่จะบอกผมว่าที่พี่คบกับคุณแจจุงแค่เพราะต้องการให้คุณแจจุงมาทำให้พี่หายเหงา แต่พี่ไม่ได้รักเขางั้นเหรอฮะ” เป็นอย่างที่คิบอมคิดไว้ตั้งแต่แรกจริงๆ ในวันที่รู้ว่าแจจุงคบกับชางมิน เขามองไม่เห็นแววตาที่มีความสุขของชางมินที่กำลังยิ้ม กำลังหัวเราะกับทุกคนเลยสักนิด สายตาที่มองแจจุงยังไงก็ไม่เหมือนกับมองคนที่รัก ไม่เหมือนกับที่เขามองทงเฮเลยสักนิด
“หรือเพราะคุณแจจุงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่จุนกิ พี่ถึงขอคบกับเขา”
“................”
ชางมินจนมุมด้วยคำพูดของคิบอม ตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อแจจุงมาก นี่เขากำลังทำร้ายใครอีกคนอยู่ใช่ไหม นี่เขากำลังเอาห่วงที่ตัวเองผูกไว้มารัดคอตัวเองให้หายใจไม่ออกเหมือนคนใกล้ตายอยู่ใช่ไหม
“คิม คิบอม!!” เสียงทงเฮดังขึ้นหน้าประตูที่ไม่ได้ปิดสนิท คิบอมหันไปมองก็ต้องตาเบิกกว้าง ชางมินลุกขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นแจจุงยืนอยู่น้ำตาไหลอาบแก้มขาวใสนั้น ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
“แจจุง ฉัน…….” ไม่ฟังคำพูดใดๆ ทั้งนั้น แจจุงหันหลังวิ่งออกไปทันทีก่อนที่ชางมินจะได้สติแล้วรีบวิ่งตามไป
คิบอมตบหน้าผากตัวเองราวอยากจะบ้าตาย เขาลืมมองไปว่าประตูนั้นไม่ได้ปิดสนิทตอนที่เปิดรับชางมินเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าแจจุงมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คงได้ยินที่เขากับชางมินคุยกัน ไม่งั้นคงไม่ร้องไห้ คิบอมเหลือบตาขึ้นมองก็เห็นทงเฮกำลังยืนเท้าเอวมองมาที่เขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ’ทงเฮ คิบอมขอโทษ!!’
.
.
.
.
“แจจุงเดี๋ยวก่อน ฟังกันก่อน แจจุง” ชางมินที่วิ่งลงมาทันคว้าแขนแจจุงไว้แต่อีกฝ่ายก็สะบัดออกแล้ววิ่งออกไปที่หน้าประตูอย่างไม่ฟังเสียงเรียก
“แจจุงอย่าเพิ่งไป เดี๋ยวก่อน”
‘พี่ลืมเขาไม่ได้...พี่รักเขา พี่รักจุนกิ’ .... นายจะให้ฉันกลับมาฟังนายพูดว่ารักคนอื่นอีกอย่างนั้นเหรอ
“เดี๋ยวแจจุง อย่าไปนะ”
‘พี่อาจจะ..อาจจะแค่ชอบแจจุง..อาจจะแค่ต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ..อาจจะ..แค่เหงา’....ไม่ ถ้าฉันต้องอยู่ฟังว่าฉันเป็นเพียงตัวแทนใครในความรู้สึกของนาย...ฉันไม่ฟัง
“ปริ๊น ปริ๊น~~”
“แจจุงระวัง!!” ผมที่วิ่งตามหลังชางมินมาตะโกนออกไปเมื่อเห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งกำลังวิ่งมาทางแจจุง
“เอี๊ยด~~”
“โครม~~”
“แจจุง!!”
.
.
.
.
หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ที่แจจุงนอนไม่ได้สติ ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น โดยที่มีชางมินเป็นคนคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่แจจุงถูกรถชนผมก็เห็นชางมินแทบจะไม่ได้กินไม่ได้นอน เอาแต่นั่งกุมมือแจจุงอยู่ข้างเตียง จะมีลุกไปหาอะไรกินบ้างก็ตอนที่พวกผมไปเยี่ยมแจจุงแล้วคะยั้นคะยอแกมบังคับ พร้อมรับปากว่าจะดูแลแจจุงให้ก่อนชางมินถึงจะยอม ไม่อย่างนั้นเขาคงทรุดตามไปด้วยอีกคนแล้วล่ะ ชางมินมักจะนั่งพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ได้พบเจอมาให้แจจุงฟังทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือรับรู้หรือไม่ และบางครั้งผมก็เห็นชางมินร้องไห้กับแจจุงเวลาที่เขาได้อยู่ตามลำพัง แววตาของชางมินยามที่มองแจจุงเปลี่ยนไปแล้วผมรู้ แต่แววตานั้นก็ไม่ได้ทอประกายแห่งความรักอยู่ดี อาจจะเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา อยากจะขอโทษคงจะเป็นอย่างนั้นเสียมากกว่า
“อือ..” เสียงครางเบาๆ ในลำคอพร้อมแรงขยับเล็กน้อยของมือเรียวปลุกให้ชางมินที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงรู้สึกตัวตื่น เมื่อเห็นคนที่หลับใหลมานานเป็นอาทิตย์เริ่มรู้สึกตัวแล้ว เขาพยายามส่งเสียงเรียกพร้อมกับเขย่าตัวแจจุงเบาๆ
“แจจุง แจจุงครับ” มือเรียวที่ถูกเจาะสายน้ำเกลือบีบมือของชางมินที่กุมไว้แน่นเข้าเป็นสัญญาณว่ารับรู้
“แจจุงคุณฟื้นแล้ว คุณได้ยินผมมั๊ยแจจุง”
“อือ..” คนที่ถูกเรียกเปิดเปลือกตาขึ้นก่อนที่จะหรี่ลงเมื่อเจอแสงจ้า กระพริบตาถี่ๆ ปรับสภาพเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“ดีใจจัง ที่ฉันได้เห็นหน้านายเป็นคนแรก”
.
.
.
.
หลังจากที่ฟื้นแจจุงก็ยังคงต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกสักระยะตามคำสั่งหมอ โดยที่มีชางมินเป็นคนดูแลเหมือนเคย ส่วนผม ยุนโฮ จุนซู ทงเฮก็สลับมาอยู่เป็นเพื่อนโดยที่ไม่ลืมลากตัวการสำคัญอย่างคิบอมมาด้วยทุกครั้ง งานนี้ทงเฮโกรธคิบอมไปหลายวันทั้งๆ ที่คิบอมก็ไม่ใช่คนผิด แต่ทงเฮก็กล่าวหาว่าเพราะคิบอมเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แจจุงวิ่งออกมาจนโดนรถชน (ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากชางมินไงฮะ) งานนี้คิบอมเลยต้องมานั่งเป็นเพื่อนทงเฮที่มาเฝ้าแจจุงเพื่อเป็นการไถ่โทษและงอนง้อไปด้วยในคราวเดียวกัน ทงเฮกับจุนซูแทบจะไม่มองหน้าชางมินเลยด้วยซ้ำ แต่ชางมินก็เข้าใจ เขาเองก็คงรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน ผมกับยุนโฮก็ได้แต่เกลี้ยกล่อมคนโน้น ปลอบใจคนนี้กันวุ่นไปหมด หน้าที่คนกลางเนี่ยเหนื่อยเหมือนกันนะฮะ ดูเหมือนตั้งแต่ฟื้นมาแจจุงจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังยิ้มแย้มกับคนอื่นได้เป็นปกติ แม้แต่กับชางมิน แจจุงก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขาสองคน
แจกันดอกไม้มากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่ามีคนรักและเป็นห่วงแจจุงมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ ที่อพาร์ทเม้นท์แต่ยังมีเพื่อนครูและลูกศิษย์ที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่คอยแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เป็นประจำอีกด้วย แจจุงยิ้มออกมานิดๆ กับน้ำใจของทุกคนก่อนที่สายตาจะไปสะดุดอยู่กับช่อดอกกุหลาบสีขาวที่วางเรียงกันเจ็ดช่อ การจัดแต่งพร้อมกับการ์ดที่ห้อยอยู่ตรงกลางช่อบ่งบอกว่ามาจากคนๆ เดียวกัน หรือไม่ก็จากร้านเดียวกัน
“ดอกกุหลาบสีขาวนั่นของใครมั่งน่ะ สั่งมาจากร้านเดียวกันหรือไงถึงได้เหมือนกันเป๊ะๆ ขนาดนี้” น้ำเสียงที่เอ่ยกลั้วหัวเราะจนอีกคนต้องลุกขึ้นไปหยิบช่อกุหลาบมาให้ 3 ช่อแล้วยื่นให้พร้อมกับบอกเสียงเรียบ
“ของฉันเอง”
“ของนายทั้งเจ็ดช่อเลยเหรอ” สบตาด้วยความสงสัยก่อนจะยิ้ม “ได้โบนัสหรือเงินเดือนขึ้นหรือไงถึงซื้อให้ฉันทุกวันน่ะ เอาตังค์มาซื้อของอร่อยๆ ให้กินดีกว่าน่า”
“แจจุงอ่านการ์ดสิ” สีหน้าของชางมินไม่ได้บอกว่าล้อเล่นแต่กลับจริงจังจนแจจุงต้องหยุดแล้วหันกลับมาสนใจกับช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนตัก มือเรียวขาวพลิกการ์ดเล็กๆ ขึ้นมาก็เจอกับความสั้นๆ แต่มีความหมาย
“Forgive me Plese, Plese comeback”
ดวงตาสีนิลแลสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชางมินอย่างสับสนก่อนที่จะคว้าช่ออื่นมาแล้วพลิกการ์ดดูก็พบข้อความเดียวกันอยู่ในการ์ดทุกใบ
“ฉันดีใจนะที่แจจุงตื่นมาฟังคำขอโทษจากฉัน”
“นายซื้อดอกไม้ให้ฉันทุกวันตอนที่ฉันสลบ ข้อความนั่น Please comeback... นายอยากให้ฉันกลับมาจริงๆ เหรอ เพราะนายเหงา นายก็เลยอยากให้ฉันกลับมาทำให้นายหายเหงา เท่านั้นใช่ไหมที่นายคิด” น้ำเสียงสั่นด้วยอารมณ์น้อยใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พยายามจะลืมมาตลอดหลายวัน
“ไม่ใช่นะแจจุง ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น”
“ไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะฉันเป็นญาติกับจุนกิใช่มั๊ย อ้อ!! และคงเพราะว่าฉันเป็นตัวแทนของจุนกิด้วยสินะนายถึงไม่เคยคิดแบบนั้น ใช่มั๊ยชางมิน!!” ช่อดอกกุหลาบสีขาวถูกโยนลงพื้นอย่างแรงจนหลุดกระจัดกระจายแต่ชางมินก็ไม่ได้รู้สึกโกรธทำแค่เพียงยืนนิ่งๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ฉันยอมรับผิดว่าที่ผ่านมาฉันแค่ต้องการใครสักคนที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าเหงา ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง แต่ฉันไม่ทันคิด ไม่รู้เลยว่าความคิดโง่ๆ ของฉันจะทำร้ายแจจุงให้เจ็บมากขนาดนี้ ขอโทษจริงๆ แจจุง ฉันขอโทษ”
แจจุงมองคนที่ตัวเองรักมากที่สุดกำลังก้มหัวเอ่ยคำขอโทษเขาผ่านม่านน้ำตา คำสารภาพที่ออกมาจากปากว่าเขาเป็นแค่ตัวแทนความรักของใครอีกคน ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งนัก
“แต่นายก็ไม่รักฉันใช่มั๊ย จนถึงวันนี้นายก็ไม่ได้รักฉันใช่ไหม”
“................” ความเงียบคือคำตอบที่แจจุงสามารถเข้าใจได้ดี
“แต่ทำไมฉันถึงเลิกรักนายไม่ได้นะชางมิน ฉันต้องทำยังไง” เสียงแผ่วเบาราวคนจะหมดแรงแต่ชางมินก็ยังได้ยิน
“ฉันขอโทษ” ไม่มีคำพูดไหนดีกว่าคำว่าขอโทษแล้วสำหรับชางมินในเวลานี้ ไม่อยากพูดคำไหนที่ไปทำร้ายจิตใจแจจุงได้อีก แจจุงสบตากับชางมินพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ฉันหนาว กอดฉันหน่อยได้ไหม” ชางมินยืนนิ่งไม่กล้าทำตามคำขอนั้นซึ่งแจจุงก็แปลความหมายว่านั่นคือคำปฏิเสธ ชางมินคงลำบากใจถ้าจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนเคย จะว่าไปตั้งแต่ตกลงคบกันชางมินไม่เคยพูดคำใดที่แสดงออกว่ารักเขา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ขอเป็นแฟนจนถึงตอนนี้ไม่มีครั้งไหนที่ชางมินจะบอกว่ารักแจจุงเลยสักครั้ง
“ฉันคงขอนายมากไปสินะ ไม่เป็นไร ขอโทษนะที่ทำให้ลำบากใจ” เบนหน้าหนีเมื่อน้ำตากำลังจะพรั่งพรูอีกครั้ง แจจุงไม่อยากให้ชางมินเห็นน้ำตาของเขาอีกแล้ว ไม่อยากใช้น้ำตาเป็นสิ่งบีบคั้นให้ชางมินทำตามในสิ่งที่ตนต้องการอีก เพราะจะยิ่งเจ็บ เจ็บมากขึ้นกว่าเดิม เข่าสองข้างถูกยกขึ้นมาเป็นที่รองรับใบหน้าเล็กที่เปื้อนน้ำตา สองแขนเรียวโอบรอบเข่าเหมือนกำลังโอบกอดตัวเองให้พ้นจากความหนาวเหน็บ สองตามองออกไปนอกหน้าต่างสายฝนช่วงเปลี่ยนฤดูกาลกำลังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เหมือนน้ำตาที่กำลังไหลลงมาอย่างหยุดไม่ได้เช่นกัน
“ฝนตกนี่ไม่ดีเลยเนอะ มันหนาว เหงาด้วย รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอจัง ไม่ชอบเลย ฉันชอบตอนหิมะตกมากกว่า” แสร้งหัวเราะนิดๆ กลบเกลื่อน แต่น้ำเสียงที่สั่นเครือนั้นก็ปิดไม่มิด
‘เพราะวันที่หิมะตกคือวันแรกที่ฉันพบนายไง’
จู่ๆ อ้อมแขนแข็งแรงของใครอีกคนก็โอบกอดเขาไว้พร้อมกับที่นอนที่ยุบตัวลง ความหนาวเหน็บพลันหายไปแล้วถูกทดแทนด้วยความอบอุ่น
“อุ่นขึ้นไหม” แม้น้ำเสียงจะฟังดูแปร่งแต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงที่อบอุ่นเสมอสำหรับแจจุง ชางมินโอบกอดแจจุงจากด้านหลังแล้วเอาคางเกยไหล่บางนั้นไว้
“อุ่นสิ อุ่นมากเลย....” แต่นายอย่าทำร้ายฉันด้วยความสงสารของนายจะได้ไหม “ชางมิน..นายเคยคิดจะรักฉันไหม”
“................”
“ช่วยมองฉันในตัวตนที่ฉันเป็น ไม่มองว่าฉันเป็นตัวแทนของใครได้ไหม”
“....ฉันขอโทษ....”
“นายจะพูดคำว่ารักให้กับฉันที่เป็นแฟนกำมะลอของนายฟังไม่ได้เลยใช่ไหม”
“................”
“ถึงแม้จะเป็นเพียงคำพูดหลอกๆ ก็ไม่ได้เลยเหรอ” น้ำเสียงนั้นยังคงอ้อนวอน
“.....ฉันไม่อยากทำร้ายแจจุงด้วยคำๆ นั้นอีก.....แต่ถ้าแจจุงต้องการใครสักคนที่จะยืนอยู่เคียงข้างเวลาที่แจจุงเหงา ฉันจะเป็นคนๆ นั้นให้แจจุง ถ้าแจจุงยังต้องการ”
“ฮึก..ฮึก..” ร่างบางในอ้อมกอดของชางมินตัวสั่นด้วยแรงสะอื้นดั่งลูกนกที่ถูกรังแกจนบาดเจ็บจนชางมินต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเป็นการปลอบโยน
“ชางมินลืมเขาไม่ได้เหรอ ชางมินรักฉันไม่ได้เหรอ ฉันที่อยู่กับชางมินตรงนี้ไง เป็นฉันไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงน่าสงสารอ้อนวอนชางมินอีกครั้งจนเขาต้องฝังหน้าลงกับไหล่บางนั้นเพื่อสกัดกั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อท้นด้วยความรู้สึกผิด
‘รักคนใจร้ายอย่างฉันทำไมแจจุง ฉันมันคนใจร้าย’
“ฉันไม่รู้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันจะกลับมาเป็นชางมินคนเดิม คนที่ไม่ทำให้แจจุงต้องเจ็บปวดอีก มันอาจจะนานเป็นเดือน เป็นปี หรืออาจจะนานเกินกว่าที่แจจุงจะรอ”
“.....สักวันฉันอาจจะโอบกอดแจจุงได้โดยที่แจจุงไม่ต้องร้องขอ ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด แต่เพราะรู้สึกว่าฉันรักแจจุง.......ถ้าฉันจะรักใครอีกสักครั้ง แจจุงจะเป็นคนๆ นั้นที่ฉันจะรัก แต่ในตอนนี้ฉันจะไม่รั้งแจจุงให้เฝ้ารอในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่หรือจะเกิดขึ้นไหม เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าแจจุงไม่ต้องการที่จะรอ ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของแจจุงนะ” เขาสร้างความเจ็บปวดให้กับแจจุงไว้มาก จนไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งแจจุงไว้กับคำว่ารอที่เห็นแก่ตัวของเขาอีกต่อไป
แจจุงเอนตัวพิงบ่ากว้างของชางมินน้ำตาและเสียงสะอื้นยังไม่หายไปแต่ก็พยายามพูดออกมาให้รู้เรื่องมากที่สุด “ฉันรอชางมินมาตั้งนาน ฮึก..ฮึก.. ถ้าจะต้องรอต่อไป ก็ไม่เป็นไร ฮึก ฮึก.. ความรักของฉันมีให้ชางมินคนเดียวเท่านั้น ต่อให้ไม่มีวันที่นายจะรักฉัน ฮึก..ฉันก็จะรักนาย แต่ฉันบอกนายไว้เลยนะ ฮึก.. ว่าฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันจะไม่ยอมแพ้จุนกิ ฉันจะไม่ยอมแพ้คนที่ทิ้งนายไป ฮึก..ฉัน.. ฉันจะทำให้นาย..กลับมาเป็นชางมินคนเดิม แล้วฉันก็จะทำให้นาย..รักฉันให้ได้ด้วย..” อ้อมแขนที่อบอุ่นของชางมินกระชับแน่นแทนคำขอบคุณ เพียงโอบกอดเขาไว้ เพียงแค่ไม่ผลักไส เพียงเท่านี้ก็เหมือนเป็นกำลังใจให้แจจุงได้สู้เพื่อความรักต่อไปได้แล้ว
...ช่วงเวลาแห่งความสุขในความฝันนั้น
... ผมไม่อยากจะตื่นเลย
…ผมคงดูงี่เง่าที่ยิ้มแบบนั้น
…ได้แต่ถอนหายใจเล็กๆ
…ผมรู้ดีว่าผมคงไม่ดีพอ
…แต่ผมก็ไม่รู้ว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี
…ขอแค่ครั้งเดียว... ผมขอให้คุณรักผม
…เพราะคุณไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสีย
…ขอให้คิดถึงผมซักครั้ง ได้โปรด
...แค่นี้เท่านั้น....ผมขอแค่เท่านี้...
…ผมรู้ดีว่าตัวผมมีบางอย่างไม่เพียงพอ
…แต่ผมก็ไม่รู้ว่าใครกันที่ผมกำลังคิดถึงอยู่
…ขอแค่ครั้งเดียว ผมขอให้คุณรักผม
…ขอเวลาให้ผมซักครั้ง
...แค่นี้เท่านั้น
...ไม่ว่าส่วนไหนของถนนในหน้าหนาว
...ก็จะเต็มไปด้วยความทรงจำที่เกี่ยวกับคุณ
...แม้กระทั่งตอนนี้
…ขอเวลาให้ผมซักครั้ง
...ขอให้คิดถึงผมซักครั้ง ได้โปรด
…แค่นี้เท่านั้น
...ผมขอแค่เท่านี้ จริงๆ
ความรักเป็นเรื่องน่าแปลก ที่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งไม่ให้รักก็จะรัก คุณคิดว่าอย่างนั้นไหม? เรื่องในอนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง แค่ปัจจุบันหันกลับมามองคนที่อยู่ข้างๆ คุณบ้าง คุณอาจจะได้เจอกับสิ่งที่ทำให้คุณเจอความสุขกับชีวิตตลอดไปก็ได้ ถึงเวลานั้นความทรงจำที่เลวร้ายก็ไม่สามารถกลับมาทำร้ายคุณหรือคนใกล้ตัวคุณได้อีก
END
มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง
แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction
และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ
Title: When will you love me?
Author: rose_tulip
Couple: Changmin & Jaejung
Genre : POV (point of view)
Status: Short Fiction (What is love Project)
Theme Song : Just You [K.R.Y]
คู่ของยุนโฮกับจุนซูถือว่าเป็นคู่รักคู่ฮาคู่หนึ่งของอพาร์ทเม้นท์ผม อ้อ!! คู่อันตรายด้วยสิ เพราะจุนซูมักจะเป็นมือวางเพลิงโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยๆ ผมจะเรียกเก็บเงินค่าประกันภัยเพิ่มเผื่อฉุกเฉินไว้ก่อนจะดีไหม ยุนโฮเองเขาก็ผวาๆ อยู่เหมือนกัน กลัวว่าวันไหนกลับมาจากทำงานแล้วจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ^^
แต่ผมมีความรักอีกรูปแบบหนึ่งมาเล่าให้พวกคุณได้เห็นกัน เป็นความรักที่..รักเข้าไป รักให้ตาย รักยังไงก็ยังเป็นรักข้างเดียวอยู่ดี ถ้าเป็นคุณจะยอมรักต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะสมหวังไหมหรือว่าจะหยุดรักเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่มีคนๆ หนึ่งที่เขายอมสู้เพื่อความรัก สู้แม้ไม่รู้ว่าจะชนะมั๊ย แต่ถ้าในความมืดมนจะยังมีแสงสว่างให้เห็นแม้เป็นเพียงจุดเล็กๆ ก็ยังมีความหวังว่าสักวันเขาจะต้องเดินไปเจอกับแสงสว่างนั้นให้ได้
.
.
.
.
“พี่ยูชอนช่วยผมหน่อยฮะ”
เสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นเบาๆ ที่หน้าเคาน์เตอร์ ผมเงยหน้าจากการอ่านหนังสือพิมพ์มาก็เห็นแจจุงกำลังพยายามประคับประคองร่างสูงของชางมินที่เมามายให้ยืนได้อย่างทุลักทุเล ผมพยักหน้าก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นเหล้าฉุนปะทะจมูกทันทีจนทำให้เผลอยกมือขึ้นปัดๆ ตรงจมูกอย่างไม่ตั้งใจ
“ชางมินเมามากจนเดินเองไม่ไหว ผมคนเดียวคงพยุงเขาขึ้นไปข้างบนคงไม่ไหวแน่ๆ รบกวนพี่ยูชอนหน่อยนะฮะ” แจจุงยิ้มแหยๆ ผมรีบส่ายหน้าเมื่อแจจุงกำลังทำท่าเกรงใจผม เมื่อกี้ผมแค่เผลอปัดกลิ่นเหล้าที่ฉุนเองนะ ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจจะไม่ช่วยสักหน่อย
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้ว่าอะไร แล้วนี่กลับมายังไง ไม่เห็นได้ยินเสียงรถ”
“เพื่อนที่ทำงานเขามาส่งฮะ พอใกล้จะถึงอพาร์ทเม้นท์ก็โทรให้ผมลงมารอรับ ส่วนรถก็คงจอดไว้ที่ทำงานมั๊งฮะ” ผมพยักหน้าก่อนที่จะถามออกไปตรงๆ
“พักนี้ชางมินดื่มบ่อยนะ” ก็พักนี้เห็นชางมินกลับบ้านดึกทุกวันพร้อมกับกลิ่นเหล้าจางๆ ที่ติดตัว แต่ไม่มีวันไหนที่หนักถึงขนาดเมามายไม่ได้สติจนถึงขนาดวันนี้เลย
“เอ่อ...ชางมินเขามีปัญหานิดหน่อยน่ะฮะก็เลยเครียด” แจจุงอ้อมแอ้มพูดไม่เต็มปากก่อนที่จะเร่งเดินให้ไวขึ้นผมจึงต้องเร่งจังหวะก้าวตามจนกระทั่งเราพยุงหรือเรียกอีกอย่างว่าลากชางมินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นสองก็เจอกับจุนซูที่เปิดประตูห้องเดินออกมาจากห้องพอดี
“พี่แจจุง อ้าว พี่ชางมินเป็นอะไรน่ะ โหย... กินเหล้าอีกแล้วเหรอ กลิ่นหึ่งเชียว”
“เดี๋ยวผมช่วยฮะ” ยุนโฮที่ได้ยินเสียงจุนซูก็เดินออกมาแล้วเข้าไปช่วยประคองชางมินต่อจากแจจุง ส่วนจุนซูเดินอ้อมมาข้างหลังเพื่อช่วยดันหลังชางมินให้เดินขึ้นไปตามบันได แจจุงจึงวิ่งนำไปเปิดประตูห้องรอไว้ก่อนล่วงหน้า
ในที่สุดพวกผมก็พาชางมินมาถึงห้องได้สำเร็จ ผมกับยุนโฮลากชางมินที่หลับไม่รู้เรื่องมาไว้ที่เตียงนอนได้อย่างปลอดภัย มองแจจุงที่ขยับจัดท่าจัดทางการนอนของชางมินให้สบายที่สุดก่อนที่จะหันมาพยักหน้าให้ผม ยุนโฮและจุนซูตามออกไปคุยกันที่ห้องนั่งเล่น
“ไม่ไหวแล้วนะพี่แจจุง พี่ชางมินน่ะอาการหนักมาก ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้บ่อยๆ ผมว่าเดี๋ยวก็เป็นตับแข็งตายกันพอดี” ถึงจุนซูจะพูดเกินจริงไปนิดแต่ผมว่าที่เขาพูดมันก็จริงนะครับ
“ไม่หรอกจุนซู ชางมินไม่ใช่คนดื่มเก่งอะไรขนาดนั้น ปกติเป็นคนคออ่อนด้วยซ้ำ” แจจุงแก้ต่างให้กับรูมเมทร่วมห้อง
“แล้วทำไมคืนนี้ถึงได้หนักกว่าทุกวันล่ะฮะ”
“................”
“เมื่อกี้นายจะลงไปซื้อของที่ร้านพี่ยูชอนไม่ใช่เหรอจุนซู ฉันว่าเราปล่อยให้พี่แจจุงกับพี่ชางมินพักผ่อนดีกว่า ไปเถอะ ไปนะครับพี่แจจุง ไปครับพี่ยูชอนลงไปขายของให้หน่อย” ยุนโฮตัดบทชวนจุนซูกลับก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรให้แจจุงไม่สบายใจไปมากกว่านี้พร้อมกับชวนผมไปด้วย คนแสนดื้ออย่างจุนซูก็ดูละล้าละลังอยากคุยต่อแต่เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของแจจุงสุดท้ายก็บอกลาเจ้าของห้องแล้วเดินมาที่ประตู
“ขอบใจทุกคนมากนะ” แจจุงเอ่ยพร้อมยิ้มให้อย่างขอบคุณ เราสามคนพยักหน้าก่อนที่ประตูห้องของแจจุงจะปิดลง
ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาของแจจุงเวลาที่มองชางมินเปลี่ยนไป แต่ชางมินก็ยังเป็นคนเดิม คนที่จมอยู่กับความรักในอดีต ความรักที่เจ็บปวดที่เขาเอามาทำร้ายตัวเองและทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
.
.
.
.
Flash Back
หิมะโปรยปรายลงมาราวสายฝนบางเบา แต่ให้ความหนาวเย็นยิ่งกว่าจนชางมินที่ลงมาจากรถไฟใต้ดินต้องกระชับผ้าพันคอไหมพรมสีน้ำตาลเข้มให้อบอุ่นขึ้น สองมือถูกันไปมาก่อนจะป้องปากเป่าไอขาวๆออกมา แล้วเริ่มเดินต่อ เขาใช้บริการรถไฟใต้ดินมาหลายวันแล้วเนื่องจากไอ้รถเก๋งคันเก่งเกิดอาการงอแง ผมกับเพื่อนๆ ในอพาร์ทเม้นท์เคยบอกให้เขาซื้อใหม่หลายครั้งแต่เจ้าตัวก็แค่บอกว่า ‘มันก็ยังซ่อมได้’ อย่างนี้เสียทุกครั้ง เฮ้อ!! แต่การที่ต้องเดินฝ่าหิมะและอากาศหนาวแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่ามันโหดร้ายอะไรมากมายนักหรอก เพราะถึงแม้จะไม่มีร่างของคนรักมาเดินเคียงข้าง กุมมือกันในวันที่หนาวเหน็บแต่ใช่ว่าจะเป็นความห่างเหิน เพราะขณะที่สองเท้าทำหน้าที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ริมฝีปากแดงจางๆ เพราะความหนาวเย็นก็กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข....ชิม ชางมินกำลังคุยกับคนรัก
“หิมะตกอีกแล้วครับ คนรักกันเขาเดินเล่นกุมมือผ่านหน้าผมไปเป็นคู่ๆ ผมอิจฉาคนอื่นจัง รู้ไหม”
“................”
“เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันครับ ผมไม่ได้ทานข้าวกับจุนกินานแล้วนะ” ลี จุนกิ คนรักของชางมินเป็นนายแบบหนุ่มชื่อดัง โกอินเตอร์ไปรับงานไกลถึงฝรั่งเศสหรือไม่ก็อิตาลีอยู่บ่อยๆ ผมเห็นคู่นี้เขาเจอกันเดือนหนึ่งไม่ถึงสามครั้งหรือบางเดือนก็ไม่ได้เจอกันเลย เลยไม่แปลกใจที่ชางมินจะโอดครวญขอเวลาจากคนรักบ้าง
“................”
“อะไรก็งานน่ะ ไม่ใช่แอบนอกใจผมนะ” น้ำเสียงจริงจังต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
“................”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมล้อเล่นครับ จุนกิไม่ต้องโวยวายขนาดนั้นก็ได้ ผมน่ะเชื่อใจจุนกิอยู่แล้ว แล้วอีกอย่างผมก็มั่นใจด้วยว่าผมหล่อกว่าพวกฝรั่งพวกนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ปลายสายคงจะรับไม่ได้กับการชมตัวเองอย่างหน้าตาเฉยแบบนั้นเขาถึงหัวเราะออกมาแล้วหน้าแดงนิดๆ ก่อนที่จะเอ่ยเสียงนุ่มเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยคำรักผ่านโทรศัพท์มา
“ผมก็รักจุนกิครับ”
“................”
“ผมอยากให้เป็นจุนกิที่มาอยู่กับผมมากกว่าที่จะเป็นลูกพี่ลูกน้องคุณนะ”
“................”
“เปล่าครับผมไม่ได้รังเกียจนะ ผมก็แค่อยากอยู่กับคุณก็เท่านั้นเอง” เสียงอ่อยเหมือนเด็กโดนผู้ใหญ่ดุเวลาทำผิด
ระยะทางจากสถานีรถไฟใต้ดินจนถึงอพาร์ทเม้นท์ของผมไม่ได้ไกลกันมากมาย คนที่เดินทางแบบนี้บ่อยๆ อย่างชางมินจึงยังไม่รู้สึกเหนื่อย และเพราะอากาศเย็นทำให้การเดินเรื่อยๆ มาจนถึงที่พักเป็นเรื่องสบายมาก
“ผมถึงอพาร์ทเม้นท์แล้วล่ะ เดี๋ยวผมเจอกับลูกพี่ลูกน้องของคุณแล้วผมจะโทรไปใหม่นะ” กล่าวลาปลายสายก่อนที่จะพับโทรศัพท์เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาว ก่อนที่จะเดินเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์
“สวัสดีครับพี่ยูชอน” เอ่ยทักทายเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน ผมเงยหน้าจากสมุดบัญชีที่กำลังทำอยู่แล้วทักตอบ
“สวัสดีตอนเย็นชางมิน รถยังซ่อมไม่เสร็จอีกเหรอ”
“ยังเลยฮะ คราวนี้ที่อู่เขาบอกให้รอคิวอีกสักวันสองวันฮะ”
“นายก็เลยต้องเดินลุยหิมะแบบนี้ไปอีกหลายวันล่ะสิ”
“ฮะ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เย็นดี แต่ว่ามันเย็นจนผมชักจะเริ่มมึนๆ หัวแล้วสิ เดินแบบนี้มาหลายวันแล้ว”
“กินยากันไว้ก่อนดีไหม จะได้ไม่เป็นอะไรหนักกว่านี้ มียาไหมล่ะ ร้านฉันมีขายนะ” ผมแค่เป็นห่วงกลัวเขาจะไม่สบายเพราะเดินตากหิมะมาหลายวันและเป็นห่วงว่าเขาจะไม่มียากินก็เท่านั้นแหล่ะน่า ไม่ได้งกหรือเห็นแก่จะขายของสักหน่อย ผมรู้นะว่าพวกคุณคิดอะไรกันอยู่!!
“ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณ เอ่อ...นั่น” ชางมินชี้ไปที่กองอะไรสักอย่างที่ขดกลมๆ อยู่บนโซฟาหนังเทียมสีดำตัวยาวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ ผมเอามาตั้งไว้เพื่อรับแขกที่จะมาติดต่อสอบถามเรื่องเช่าห้อง กองอะไรที่ชางมินว่าน่ะเมื่อนอนจมลงไปกับโซฟาตัวใหญ่ก็เหลือกองแค่นิดเดียวแหล่ะ
“อ๋อ..นั่นน่ะ เขามาถามหานาย หอบผ้าหอบผ่อนมา ฉันบอกว่านายไม่อยู่เขาก็ยืนยันว่าจะรอ ฉันไม่กล้าให้เขาขึ้นไปรอข้างบนหรอก ถึงจะบอกว่าเป็นญาติมาจากต่างจังหวัดก็เหอะ เลยให้รออยู่ตรงนี้ รอจนหลับไปแน่ะ” ชางมินพยักหน้ากับคำอธิบายที่กระจ่าง(เพราะยืดยาว)ของผม พลางยิ้มให้อย่างขอบคุณในความรอบคอบของผม (อีกครั้ง) ก่อนที่จะเดินเข้าไปสะกิดคนที่นอนหลับสบายให้ตื่น
“คุณๆ ตื่นเถอะ คุณ” ร่างที่นอนขดอยู่บนโซฟาขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียก ดวงหน้าขาวใสที่ผมเห็นแวบแรกต้องบอกเลยว่า ‘สวยแฮะ’ ผงกขึ้นมามอง ดวงตาใสแป๋วมองผู้เรียกอย่างงงๆ
“แจจุงใช่มั๊ย ฉันชางมินนะ เพื่อนจุนกิไง” เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าคือคนที่กำลังรออยู่แจจุงจึงยิ้มร่าตาสว่าง กระโดดจากโซฟามายืนอยู่หน้าชางมินทันที
“หวัดดีชางมิน ฉันคิม แจจุง ต้องรบกวนนายด้วยน๊า” ก้มหัวให้ก่อนที่จะยิ้มที่ชางมินมองว่าเหมือนเด็กกำลังประจบผู้ใหญ่ส่งมาให้ ก่อนที่จะเผื่อแผ่ยิ้มนั้นมาถึงผมด้วย โอ๊ย..ผมจะละลายกับรอยยิ้มนั้นซะให้ได้
“ไม่เป็นไร ไม่รบกวนหรอก ฉันเต็มใจ นายเป็นญาติจุนกินี่นา” ก้มลงหยิบข้าวของแจจุงมาไว้ในมือทั้งหมดก่อนจะหันมาบอกผม “ญาติจุนกิน่ะครับ เขาจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมก็เลยชวนให้มาอยู่ด้วยกัน”
“เหรอ แล้วห้องไหนล่ะ แหม..แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกจะได้ให้จัดการเรื่องเช่าห้องให้เรียบร้อย มาๆ มาคุยกันก่อน” ผมกำลังจะได้ลูกค้าคนใหม่มาเช่าห้องแล้วครับ
“เอ่อ..ไม่ครับ ไม่ใช่ครับพี่ยูชอน คือ.. แจจุงเขาจะมาอยู่กับผม อยู่ห้องเดียวกันน่ะครับ” ชางมินดับความหวังของผมซะฉับพลัน แต่ยังไม่อยากยอมแพ้อ่ะ
“เฮ้ย!! จะอยู่กันเข้าไปได้ยังไงห้องก็ไม่ได้ใหญ่มากมาย อยู่สองคนอึดอัดออก ห้องว่างก็ยังมี อยู่ห้องใหม่นั่นแหล่ะ”
แจจุงมองหน้าชางมินที่กำลังทำท่างงๆ กับผมก่อนจะสะกิดแล้วถามเบาๆ “นายอึดอัดหรือเปล่า ถ้าฉันจะอยู่ด้วย บอกตรงๆ ก็ได้ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“ถ้านายไม่อึดอัดที่จะอยู่ร่วมกับฉัน ฉันก็ไม่อึดอัดเหมือนกัน เอาไง” แจจุงส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
“แจจุงเขาบอกว่าอยู่ได้ครับพี่ งั้นผมขอตัวเลยนะครับ แจจุงจะได้พักผ่อนสักที ขอบคุณนะฮะ” ชางมินก้มหัวขอบคุณอีกทีก่อนจะพาแจจุงเดินขึ้นบันไดไปชั้นสามที่เป็นห้องพักทันที ไม่สนใจเจ้าของอพาร์ทเม้นท์อย่างผมที่ยืนหน้าเซ็งอยู่เลย ‘อดได้ค่าห้องเพิ่มเลย’
.
.
.
.
“โอ้โห ห้องนายสวยจัง!!” ห้องพักของหัวหน้าฝ่ายผลิตของสถานีโทรทัศน์ชื่อดังในเกาหลี แม้จะไม่ใหญ่โตมากแต่การตกแต่งก็หรูหราใช่ย่อย พื้นไม้ขัดมัน เตียงโครงเหล็กสีดำถูกนำมาใส่เบาะใหม่พร้อมกับปูผ้าสีขาวใช้เป็นที่นั่งในส่วนห้องรับแขก มีหมอนอิงสีแดงใบใหญ่วางเรียงกันอยู่ ทำให้ดูเก๋ไก๋ขึ้นมาทันทีเมื่อสีแดงของหมอนตัดกับสีดำของโครงเหล็กและสีขาวของผ้าปู มีโต๊ะไม้เล็กๆ ตรงกลางสำหรับวางของ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟข้างโซฟาทำให้ห้องดูอบอุ่น มีโต๊ะไม้เล็กๆ เอาไว้สำหรับนั่งทานข้าวตรงหน้าเคาเตอร์ที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับครัวขนาดเล็กที่แจจุงเห็นแล้วก็ต้องอมยิ้มออกมาอย่างถูกใจ “ที่นี่เขาตกต้องแห่งดีเนอะ เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกห้องหรือเปล่า”
“ไม่หรอก ตอนมาใหม่ๆ น่ะมีให้แต่ห้องโล่งๆ อ้อ!! มีทีวี ตู้เย็น เตียงนอนไว้ให้ก็เท่านั้นแหล่ะ”
“งั้นนายก็แต่งห้องเองน่ะสิ เก่งจัง สวยมากเลยนะเนี่ย”
“สวยไม่เท่าห้องจุนกิหรอก” ห้องของลี จุนกิที่ชางมินเอ่ยถึงคือคอนโดหรูราคาหลักสิบล้านในโซลที่เจ้าตัวไม่ค่อยได้มาอยู่สักเท่าไหร่เพราะต้องบินไปถ่ายแบบที่ต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ยิ่งพักหลังชางมินบอกว่าจุนกิเซ็นสัญญาเป็นนายแบบให้บริษัทโมเดลลิ่งของประเทศอิตาลีแล้วคงหาเวลาบินกลับมาเกาหลีได้ยากขึ้น แล้วอย่างนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงนะ ..
“นี่ห้องนอนนายนะ” ถัดจากห้องนอนชางมินติดกันจะเป็นห้องนอนที่มีขนาดเล็กกว่าเพียงเล็กน้อยการตกแต่งก็ไม่ต่างจากภายนอกสักเท่าไหร่ เพียงแต่เตียงจะเล็กกว่าและห้องจะโล่งกว่าเท่านั้นเอง
“ฉันไม่ได้ทำให้นายอึดอัดลำบากใจแน่นะ”
“ไม่หรอกน่า อย่าคิดมากเลย น้องจุนกิก็เหมือนน้องฉันแหล่ะ นายสองคนไม่ค่อยสนิทกันเหรอ พูดตรงๆ นะ จุนกิไม่ค่อยพูดถึงนายให้ฉันฟังเท่าไหร่น่ะ” ชางมินเอ่ยอย่างเกรงใจ
“อื้ม...แม่ฉันเป็นน้องสาวของแม่จุนกิ แต่งงานแล้วก็ย้ายไปอยู่เชจู พอพ่อกับแม่ฉันตายด้วยอุบัติเหตุเมื่อ 2 ปีที่แล้วฉันก็ย้ายมาอยู่กับครอบครัวของจุนกิ แต่ตอนนั้นจุนกิเขามาเรียนแล้วก็ทำงานในวงการแล้วด้วยก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลากลับบ้าน เราก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันไง ความสนิทสนมมันก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรอก เพียงแต่ผูกพันเพราะเป็นญาติพี่น้องกันก็เท่านั่นล่ะ”
“อ๋อ ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”
“มาเป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียนใกล้ๆ นี่แหล่ะ เอาไว้ฉันทำงานเก็บเงินได้อีกสักหน่อยแล้วฉันจะพยายามหาที่อยู่ใหม่นะ นายจะได้ไม่อึดอัดไง” แจจุงยังไม่เลิกคิดว่าชางมินอาจจะอึดอัดลำบากใจที่มีเขามาอยู่ด้วย ชางมินส่ายหัวกับความรั้นของอีกฝ่ายก่อนจะยืนยันคำเดิม
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร นายเลิกเกรงใจฉันได้แล้ว อยู่ด้วยกันที่นี่แหล่ะไม่เห็นเป็นไรเลย เอางี้! ถ้านายเกรงใจฉัน นายก็ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้ฉันกินทุกวันเป็นการตอบแทนดีไหม เป็นไงแฟร์ๆ ขนาดนี้แล้วสบายใจหรือยัง” แจจุงยิ้มอย่างถูกใจแล้วพยักหน้า
“ตามสบายนะ” ชางมินบอกก่อนจะเดินออกจากห้องไป สักพักแจจุงก็ได้ยินเสียงชางมินคุยโทรศัพท์กับจุนกิ คงจะรายงานว่าเขาได้ที่อยู่อย่างปลอดภัยแล้วนั่นแหล่ะ
.
.
.
.
flash come
กาละมังน้ำใบเล็กบรรจุน้ำเย็นไว้เกือบครึ่ง แจจุงหยดโคโลญจน์กลิ่นหอมอ่อนๆ ลงในน้ำ 2-3 หยด ผ้าขนหนูผืนนุ่มถูกนำมาจุ่มลงในน้ำก่อนที่จะบิดขึ้นมาจ่อที่จมูกเพื่อทดสอบอีกครั้ง เมื่อได้น้ำเย็นกลิ่นหอมอ่อนๆ อย่างที่ต้องการแล้วแจจุงก็ถือกาละมังน้ำเดินกลับไปที่ห้องนอนชางมินทันที
ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงกระสับกระส่ายขยับตัวไปมาเพราะอุณหภูมิความร้อนภายในทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนัก ผ้าห่มหล่นลงมาอยู่ปลายเตียง แจจุงส่ายหัวกับสภาพที่เห็นก่อนจะคว้าเก้าอี้ตัวเล็กมาวางกาละมังน้ำส่วนตัวเองก็นั่งลงข้างเตียง
ความเย็นที่สัมผัสกับผิวทำให้ชางมินสะดุ้ง ปรือตามองเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลงเหมือนเดิม แจจุงลูบผ้าชุบน้ำไปตามใบหน้าเรื่อยลงมาถึงคอ กระดุมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนถูกปลดทีละเม็ดก่อนที่ผิวสีน้ำผึ้งจะปรากฏสู่สายตา ผ้าเย็นถูกลูบไล้ไปตามลำตัวอย่างเบามือ ความเย็นของน้ำและกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ชางมินสบายตัวมากขึ้นอาการกระสับกระส่ายจึงลดลงตามไปด้วย
“จุนกิ ลี จุนกิ” เสียงพึมพำแผ่วเบาจากชางมินทำให้แจจุงชะงักก่อนที่จะก้มลงไปใกล้อีกนิดเพื่อให้ได้ยินชัดๆ
“คนใจร้าย ผมรักคุณนะ ผมเชื่อใจคุณแล้วทำไมทำกับผมอย่างนี้ ทิ้งผมไปได้ยังไง ใจร้าย จุนกิใจร้ายที่สุดเลย”
มือที่กำผ้าขนหนูอ่อนแรงลงทันใด น้ำตาเอ่อคลอสองดวงตาก่อนที่จะไหลรินลงมาตามแก้มเนียน รูปที่ชางมินถ่ายคู่กับจุนกิ ตั้งอยู่หัวเตียง รอยยิ้มที่มีความสุขปรากฏชัดอยู่ในใบหน้าของคนทั้งสอง แต่ตอนนี้รอยยิ้มของจุนกิในภาพนั้นแจจุงกลับรู้สึกเหมือนกับว่าจุนกิกำลังยิ้มเยาะเขาอยู่
‘อีกวันแล้วสินะชางมินที่นายทำร้ายตัวเองเพราะจุนกิ อีกวันแล้วสินะที่ชื่อนี้ทำร้ายฉัน จุนกิ ลี จุนกิ ฉันอิจฉานาย ผิดไหมที่ฉันอิจฉานาย อิจฉาที่ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นชางมินไม่เคยลืมนาย ทั้งๆ ที่นายทำร้ายเขา เขาก็ยังเรียกแต่ชื่อนาย ไม่แม้แต่จะลืมตามองฉันที่อยู่กับเขาตอนนี้ด้วยซ้ำไป ฉันอิจฉานายจริงๆ จุนกิ’
แจจุงหย่อนผ้าลงในกาละมังตามเดิม ติดกระดุมเสื้อให้ชางมินก่อนที่จะลุกไปดึงผ้าห่มที่ปลายเตียงมาห่มให้แล้วตัวเองก็มานั่งลงตรงข้างเตียงฟุบหลับอยู่ตรงนั้น เพื่อเฝ้าดูอาการของชางมินที่อาจจะไม่สบายตอนกลางดึก ‘ยังไงคิม แจจุง ก็ยังห่วงชิม ชางมินมากกว่าตัวเองอยู่ดี’
.
.
.
.
ทุกวันก็ยังผ่านไปเหมือนเดิม ชางมินยังตื่นแต่เช้า ทานอาหารฝีมือแจจุงก่อนไปทำงานเหมือนทุกวัน ตกเย็นก็เมากลับมาให้แจจุงดูแลเหมือนเคย เพียงแต่อาจจะไม่หนักเหมือนคืนนั้น แจจุงบอกผมกับจุนซูว่าชางมินคงดื่มให้เป็นยานอนหลับ นี่แค่อกหักถึงขนาดนอนไม่หลับถ้าไม่ดื่มเหล้ากันเลยเหรอ ผมเองก็ไม่รู้หรอกเพราะไม่เคยถูกใครหักอก หล่อๆ อย่างผมก็ต้องเป็นฝ่ายหักอกสาวๆ สิฮะ ผมเห็นแจจุงตาบวมช้ำท่าทางหมดอาลัยตายอยากทุกเช้า สงสารแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เรื่องที่ชางมินกินเหล้าเมาเนี่ยผมคงต้องพูดกับเขาบ้าง ถึงจะไม่ได้เมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่เอาน่า...เตือนเพราะเป็นห่วง เตือนเพราะความหวังดีเขาน่าจะฟังกันบ้าง
“พี่ยูชอนผมขอซื้อยาแก้ปวดหัวหน่อยสิฮะ” แล้วโอกาสของผมก็มาถึงเมื่อวันหนึ่งแจจุงลงมาขอซื้อยาแก้ปวดหัวที่ร้าน
“ใครเป็นอะไรแจจุง แล้วเป็นมากหรือเปล่า”
“ชางมินไม่สบายฮะ ปวดหัวแล้วยามันก็หมดแล้ว”
ผมหันหลังไปเปิดตู้ยาอดไม่ได้ที่จะบ่น “เพราะกินเหล้าทุกวันน่ะสิ แล้วแจจุงล่ะไม่ต้องการยาแก้ปวดหัวมั่งเหรอ”
“ผมเหรอ..ไม่นี่ฮะ ผมไม่ได้เป็นไร”
“ฉันเห็นนายตาบวมลงมาทุกเช้าแสดงว่านอนดึกทุกคืนเลยน่ะสิ ใช่ไหม นอนไม่หลับเหรอ ยานอนหลับหน่อยไหม จะได้หลับเต็มที่สักคืนนึง” ความจริงผมก็ไม่อยากแนะนำยานอนหลับให้ใครใช้สุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะ แต่สำหรับแจจุงการได้พักผ่อนเต็มที่สักคืนก็น่าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้
“ไม่เป็นไร ขอบคุณฮะ” ส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างขอบคุณ
“อ๊ะ..ยาได้แล้ว เดี๋ยวฉันขึ้นไปด้วยดีกว่า จะได้ไปดูด้วยว่าชางมินเป็นไงบ้าง” ล๊อคประตูเคาน์เตอร์ก่อนจะเดินตามแจจุงขึ้นไป
.
.
.
.
“ชางมินพี่ยูชอนมาเยี่ยมนายแน่ะ” ชางมินที่นอนอยู่บนโซฟาลุกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงแจจุง “ยากินหลังอาหารเดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้นายก่อนนะ พี่ยูชอนอยู่คุยเป็นเพื่อนชางมินไปก่อนนะฮะ” เข้าทาง!! แจจุงเดินเข้าครัวไปแล้วทีนี้ก็เหลือผมกับชางมิน
“เป็นไง ไม่ไหวแล้วเหรอถึงต้องกินยาน่ะ” มือตบลงที่บ่าชางมินเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างกัน
“นิดหน่อยฮะพี่มันมึนๆ หัว”
“ก็เพลาๆ กินเหล้าหน่อยสิ กินให้กับคนที่เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้วไม่คิดถึงคนที่คอยดูแลเรามั่งเหรอ” ชางมินมองผมอย่างไม่เข้าใจ ผมจึงพยักหน้าไปทางครัวที่อีกคนกำลังจัดการกับอาหารมื้อเย็นอยู่ “แจจุงน่ะเกือบจะไม่ไหวเหมือนกันนะ ไม่ได้กินเหล้าเองแต่ก็แย่เหมือนๆ กัน”
“ผมไม่ได้ตั้งใจ” เสียงอ่อยสำนึกผิด
“ไม่ได้ตั้งใจก็เปลี่ยนแปลงซะ เหล้านะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ มันดีก็ตอนเมา แต่พอหายก็เป็นอีกอยู่ดี มันอยู่ที่ใจ ถ้าใจเข้มแข็งก็ไม่ต้องพึ่งเหล้าหรอก”
“...ผมจะพยายามฮะ”
“สงสารรูมเมทของเราหน่อยนะ อย่าให้เขาต้องคิดว่าเขาคิดผิดที่มาอยู่ร่วมกับเรา” ผมตบไหล่ให้กำลังใจชางมินอีกทีก่อนจะลุกขึ้นตะโกนบอกคนในครัวว่าจะกลับแล้วก็ได้ยินเสียงขอบคุณดังออกมา
.
.
.
.
หลังจากนั้นชางมินก็สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งอพาร์ทเม้นท์เมื่อเขาไปรับแจจุงที่โรงเรียนสอนทำอาหารทุกวันในตอนเย็น หลังจากที่ทิ้งแจจุงให้กลับบ้านคนเดียวแล้วตัวเองก็หนีไปกินเหล้ามานาน จนตอนนี้ชางมินได้กินอาหารฝีมือแจจุงทั้งเช้าและเย็น โดยไม่ดื่มเหล้าอีก ถึงทุกคนจะประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงขนาดไหนแต่ก็ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น แค่เห็นรอยยิ้มและหน้าตาที่สดใสของแจจุงทุกคนก็พอใจแล้ว รวมถึงผมด้วย (แต่ผมอยากจะแอบบอกทุกคนให้รู้จังเลยนะเนี่ยว่านั่นน่ะฝีมือผม ^^)
“ทำไมนายเลือกร้านนี้ล่ะ จริงๆ ก็ไปร้านที่ไกลกว่านี้ก็ได้ รถฉันเพิ่งซ่อมมายังขับพานายไปกินข้าวได้หรอกน่า” ชางมินชวนคุยขณะที่พวกเขาเดินออกมาจากร้านอาหาร ‘AMO-TE’ ที่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์เท่าไหร่ เมื่อวานเขานัดกับแจจุงไว้ว่าจะไปทานข้าวนอกบ้านกันสักครั้งโดยให้แจจุงเป็นคนเลือกร้าน แจจุงก็เลือกร้านนี้ แถมยังขอเดินไปแทนการให้ชางมินขับรถไปอีกต่างหาก
“ไม่เอา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันยังไม่เคยไปร้านนั้นเลย ชางมินขับรถผ่านตั้งหลายครั้ง ฉันว่าบรรยากาศน่าจะดี อีกอย่างฉันอยากเดินเล่นด้วย”
“หาเรื่องเหนื่อยน่ะเนี่ยนาย” แจจุงอมลมจนแก้มป่องที่ถูกชางมินบ่นก่อนจะหัวเราะออกมานิดๆ
“หัวเราะอะไร มองฉันแล้วหัวเราะหมายความว่ายังไงฮึ!!” น้ำเสียงเอาเรื่องหน่อยๆ ของชางมินทำให้แจจุงหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนที่จะเอ่ย
“วันนี้นายหล่อ” หิมะที่เพิ่งหยุดตกไปไม่นานทิ้งอากาศที่ยังเย็นๆ ไว้ไม่ถึงกับหนาวจนต้องใส่เสื้อโค้ท ชางมินจึงเลือกสวมเสื้อไหมพรมสีเทากับกางเกงยีนส์สบายๆ พร้อมกับผ้าพันคอสีขาว ส่วนแจจุงเป็นเสื้อยืดแขนยาว กางเกงยีนส์และผ้าพันคอ
“เห็นว่าฉันเลี้ยงข้าวก็เลยแกล้งชมเอาใจกันหรือไง”
“เปล่านะ วันนี้นายหล่อจริงๆ ทุกทีเห็นนายแต่งแต่ชุดทำงาน พอมาแต่งแบบนี้หล่อมากเลย”
“หิมะเพิ่งหยุดตกอากาศยังเย็นมากอยู่เลยเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” ชางมินกระชับผ้าพันคออีกฝ่ายให้กระชับขึ้นก่อนจะเอ่ยประโยคที่เรียกสีหน้าอีกฝ่ายให้ระเรื่อด้วยความเขินขึ้นมาได้ “วันนี้นายก็น่ารัก” แจจุงยิ้มรับการกระทำที่แสนอ่อนโยนนั้นก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณเบาๆ
“ชวนฉันออกมาทานข้าวข้างนอกแบบนี้ เบื่อฝีมือการทำอาหารของฉันแล้วเหรอไง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แจจุงเหนื่อยมามากแล้วฉันก็อยากให้พักบ้าง”
“เหนื่อยอะไรกัน ก็เหมือนๆ กันทุกวัน ตื่นเช้ามาก็ทำอาหารให้ชางมิน แล้วก็ไปทำงาน ตอนเย็นก็ทำอาหารให้ชางมิน แล้วก็เข้านอน ไม่เหนื่อยหรอก” แจจุงเลี่ยงที่ไม่พูดถึงการดูแลชางมินเวลาเมาให้เสียบรรยากาศแต่ชางมินก็เหมือนจะเข้าใจ
“ตอนฉันเมาไง นั่นล่ะเหนื่อยมากเลย ดูแลฉันเหนื่อยมากเลยใช่ไหม ต้องคอยดูแลฉันที่ไม่ได้เรื่อง สร้างความเดือดร้อนให้แจจุงตลอด เหนื่อยมากเลยใช่ไหมแจจุง” แจจุงส่ายหน้าอ้าปากเตรียมจะค้านแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของชางมิน
“คบกับฉันนะแจจุง ได้ไหม เราเป็นแฟนกันนะ”
“ห๊ะ...ทะ ทำไมล่ะชางมิน ทำไมถึง...” ดูเหมือนแจจุงจะพูดติดขัดขึ้นมาซะดื้อๆ
“แจจุงดีกับฉันตั้งหลายอย่าง ฉันประทับใจนาย ฉัน..”
“ถ้าจะคบกับฉันเพราะจะตอบแทนบุญคุณเรื่องที่ฉันทำอะไรให้นายตั้งหลายอย่างก็ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ความรัก”
“แล้วนายเชื่อไหมว่าความประทับใจมันจะกลายเป็นความรักได้ในที่สุด”
“...สักวันนายจะรักฉันได้จริงๆ น่ะเหรอชางมิน” ชางมินนิ่งไปครู่ก่อนจะพยักหน้า แจจุงจ้องเข้าไปในแววตานั้นก็พบกับความหวั่นไหว ไม่แน่ใจ แม้จะรู้สึกได้อย่างนั้นแต่แจจุงก็ขอทำตามใจของตัวเองที่ร่ำร้องอยู่ลึกๆ
“ตกลงชางมิน ฉันจะคบกับนาย เราจะเป็นแฟนกัน”
‘สักวันนายจะรักฉันได้เหมือนที่ฉันรักนายใช่ไหม’
“ขอบใจนะแจจุง คนรักของฉัน” แจจุงยิ้มให้กับสรรพนามใหม่ที่ชางมินใช้เรียกเขา
เส้นทางสายเดิมที่เคยเดินมาแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมในยามที่เดินกลับ สายลม แสงแดด เสียงนกร้อง คำพูดของชางมิน ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้แจจุงจะขอเก็บไว้ในความทรงจำที่จะไม่มีวันลืม
.
.
.
.
ข่าวการคบกันของชางมินกับแจจุงรู้กันทั้งอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของผมอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากเจ้าน้องชายตัวดีของผม ทงเฮที่รู้มาจากคิบอมที่ชางมินบอกมาอีกที ผมเห็นทงเฮกับจุนซูดีใจกับข่าวนี้มากกว่าแจจุงคนที่ถูกขอคบด้วยซะอีก จนผมกับยุนโฮมองหน้ากันแล้วก็ต้องส่ายหัว แต่ก็เข้าใจล่ะนะ คงเป็นเพราะทุกคนต่างก็ลุ้นกันว่าเมื่อไหร่ชางมินจะมองเห็นความดีของแจจุงสักที พอเป็นจริงก็อดดีใจด้วยไม่ได้ ผมกับยุนโฮก็เหมือนกัน จะมีก็แต่คิบอมเจ้าลิงตัวดำคนข้างห้องน้องผมเท่านั้นแหล่ะที่ทำสีหน้าแปลกๆ ในครั้งแรกที่รู้ข่าว แต่ก็ไม่พูดอะไร
แต่เขาว่ากันว่าเวลาที่เรามีความสุขมากๆ เวลานั้นมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผมไม่เคยรู้ว่ามันจะเป็นจริง จนกระทั่งแจจุงเป็นคนทำให้ผมได้รู้ว่าที่เขาพูดกันนั้นเป็นเรื่องจริง ความสุขกับการได้เป็นคนรักของชางมินเกิดขึ้นเพียงไม่นานก็ถึงเวลาที่แจจุงต้องตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง
.
.
.
.
สถานีโทรทัศน์ KBS
ชางมินในหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิตรายการของสถานีกำลังคุยงานกับทีมงานถึงการจัดรายการต่อไปอยู่ จู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นโจ คยูฮยอนนักแสดงในสังกัดพ่วงตำแหน่งนายแบบยอดนิยมในเกาหลีตอนนี้ด้วยกำลังเดินเข้ามาในห้องทำงานก็รีบเอ่ยทัก
“ว่าไงคยู มาทำอะไรเนี่ย”
“หวัดดีฮะพี่ชางมิน ผมมารับเชคฮะ อ้อ!! เอาของฝากจากอิตาลีมาให้ด้วย เจอพี่พอดีเลยผมจะได้ไม่ต้องไปฝากไว้กับคนอื่น นี่ฮะ” คยูฮยอนยื่นถุงให้กับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ความจริงคยูฮยอนกับชางมินอายุไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่แต่เพราะหน้าที่การงานของชางมินที่สูงกว่าคยูฮยอนจึงเรียกเขาว่าพี่เพื่อเป็นการให้เกียรติ
“ขอบใจนะ เอ่อ..นายไปอิตาลีมาเหรอ” คำว่าอิตาลีสะกิดใจเขาอย่างแรงเพราะที่นั่นมีใครบางคนที่เขาไม่เคยจะลืมอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
“ไปถ่ายแบบฮะ คิบอมเป็นช่างภาพนี่ฮะเซทนี้”
“อ๋อ..ถ่ายเดี่ยวเหรอ ไปไกลถึงอิตาลีเชียว”
“เปล่าฮะ ถ่ายกับพี่จุนกิ”
‘จุนกิ’ ชื่อนี้กลับมาเข้าหูเขาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่คิดไว้แล้วว่าคำตอบคืออะไร ทั้งๆ ที่คิดมาตลอดว่าถ้าได้ยินชื่อนี้อีกครั้งจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอถึงเวลาจริงๆ ชางมินก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบในใจมากอยู่ดี
“เอ่อ..แล้ว..เขา..สบายดีไหม”
“สบายดีฮะ บ่นคิดถึงเกาหลี แต่ผมว่าพี่เขาก็คงบ่นไปอย่างนั้นแหล่ะ เพราะเห็นว่าเป็นพวกเราไป”
“ทำไมล่ะ..ทำไมถึงคิดอย่างนั้น เขาอาจจะคิดถึงจริงๆ ก็ได้” แล้วนายจะคิดถึงฉันไหม
“ไม่รู้สิ เห็นพี่เขาก็มีความสุขดี ดีมากๆ ด้วยล่ะมั๊งฮะ มีแฟนคอยตามเอาใจไม่ห่าง น่าอิจฉาจะตาย ถามคิบอมดูสิฮะ เห็นคิบอมแซวว่าไม่คิดถึงใครที่นี่มั่งเหรอ พี่เขายังส่ายหัวเลย คงไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ”
‘มีความสุขดี’ ......ในขณะที่เขาเจ็บปวด
‘ไม่อยากกลับมา’ ......ในขณะที่เขาเฝ้ารออยู่ทุกวินาที
‘ไม่คิดถึงใคร’......ทั้งๆ ที่ใจฉันร่ำร้องหาแต่ชื่อนายอยู่ตลอดเวลา
‘นายลืมฉัน ลืมความรักของเราหมดสิ้นแล้วจริงๆ เหรอจุนกิ’
.
.
.
.
“อ้าว แจจุง ว่าไง จะซื้ออะไรเหรอ” เมื่อเดินลงมาชั้นล่างก็เห็นแจจุงนั่งอยู่ที่โซฟาแต่สายตามองเหม่อออกไปที่หน้าประตู พอได้ยินผมถามแจจุงจึงหันมาแล้วส่ายหัว
“เปล่าฮะ ผมมารอชางมิน”
“เอ๊ะ...พี่ชางมินเหรอฮะ กลับมาแล้วนี่ฮะ” ทงเฮที่เดินตามยูชอนลงมาได้ยินว่าแจจุงมารอชางมินก็เอ่ยอย่างแปลกใจ “กลับมาตั้งนานแล้ว คุยอยู่กับคิบอมที่ห้องน่ะฮะ ผมยังแปลกใจเลยว่าทำไมวันนี้พี่ชางมินถึงไปคุยกับคิบอมได้ แต่สีหน้าเครียดๆ นะ ไม่รู้คุยอะไร”
“แล้วทำไมนายไม่อยู่คุยกับเขาล่ะ จะได้รู้ว่าเขาคุยอะไร” ผมหันไปถามเจ้าน้องชายตัวดีอย่างกวนๆ ทุกทีเห็นอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน(เหมือนพี่) ไหงคราวนี้ถึงปล่อยไป แถมชาวบ้านนั่นน่ะก็คนตรงข้ามห้องตัวเองอีกต่างหาก คราวนี้ไม่ยักกะสนใจ..แปลก!!
“ผมหิว ลงมาหาอะไรไปกินเดี๋ยวจะขึ้นไปล่ะ” และแล้วผมก็กระจ่าง อ้อ!! ปากท้องเรื่องสำคัญนี่เอง มองน้องชาย(ที่รักเหลือเกิน)กำลังเปิดตู้แช่หยิบน้ำอัดลมแล้วก็หันไปหยิบถุงขนมมาอีกหลายถุงอย่างหมั่นไส้
“แล้วอย่าลืมจ่ายตังค์ด้วยล่ะ!!”
แจจุงที่นั่งอึ้งกับคำพูดของทงเฮค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปอย่างเงียบๆ วันนี้เขาถูกแลกชั่วโมงสอนมาเป็นช่วงเช้าสอนเสร็จตอนเที่ยงพอดีจึงได้กลับมาก่อน แล้วก็ขลุกตัวทำอาหารรอชางมินอยู่ในห้องจึงไม่รู้เลยว่าคนที่รออยู่นั้นได้กลับมาแล้ว ไม่มีการแวะทักทาย ไม่มีการแวะบอกกล่าวก่อนว่าจะไปไหน ความจริงอาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นอะไรมากนักเพราะทุกคนก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่อยากคิดมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
.
.
.
.
“พี่จุนกิเขาขายคอนโดที่เกาหลีแล้วนะฮะ ตอนนี้ก็คงย้ายไปอยู่กับแฟนใหม่ที่อิตาลีเป็นการถาวรแล้วล่ะ”
“................”
“ดูเขากับแฟนก็รักกันดี ตามเอาใจกันไม่ห่าง ดูมีความสุขดีฮะ”
“................”
คิบอมถอนหายใจกับอาการนิ่งเงียบของคนตรงหน้า เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วชางมินมาถามเขาเรื่องที่ไปเป็นช่างภาพถ่ายแฟชั่นให้คยูฮยอนที่อิตาลี เมื่อเขาเล่าสิ่งที่ได้พบมาชางมินก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
“พี่ชางมิน...ที่ผมพูดตรงๆ ก็เพราะเห็นว่าพี่กับคุณแจจุงคบกันแล้ว พี่คงไม่รู้สึกอะไรกับพี่จุนกิอีกหรือพี่ก็ไม่ควรรู้สึกอะไรกับพี่จุนกิ....”
“พี่รักเขา”
“พี่ชางมิน!!” คิบอมตกใจกับคำสารภาพตรงๆ ของคนตรงหน้า
“พี่ลืมเขาไม่ได้...พี่รักเขา พี่รักจุนกิ” น้ำเสียงสั่นเครือแสดงออกถึงความเจ็บปวดของชางมินทำให้คิบอมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แล้วคุณแจจุงล่ะครับ เขาเป็นแฟนพี่แล้วนะ ตอนนี้แจจุงเขาเป็นแฟนพี่นะ พี่ต้องการแบบนั้นไม่ใช่เหรอ” ตอกย้ำเป็นการเตือนสติอีกครั้ง
ชางมินนิ่งไปครู่ก่อนที่จะค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างคนที่กำลังใช้ความคิด “พี่อาจจะ..อาจจะแค่ชอบแจจุง..อาจจะแค่ต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ..อาจจะ..แค่เหงา”
“พี่จะบอกผมว่าที่พี่คบกับคุณแจจุงแค่เพราะต้องการให้คุณแจจุงมาทำให้พี่หายเหงา แต่พี่ไม่ได้รักเขางั้นเหรอฮะ” เป็นอย่างที่คิบอมคิดไว้ตั้งแต่แรกจริงๆ ในวันที่รู้ว่าแจจุงคบกับชางมิน เขามองไม่เห็นแววตาที่มีความสุขของชางมินที่กำลังยิ้ม กำลังหัวเราะกับทุกคนเลยสักนิด สายตาที่มองแจจุงยังไงก็ไม่เหมือนกับมองคนที่รัก ไม่เหมือนกับที่เขามองทงเฮเลยสักนิด
“หรือเพราะคุณแจจุงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่จุนกิ พี่ถึงขอคบกับเขา”
“................”
ชางมินจนมุมด้วยคำพูดของคิบอม ตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อแจจุงมาก นี่เขากำลังทำร้ายใครอีกคนอยู่ใช่ไหม นี่เขากำลังเอาห่วงที่ตัวเองผูกไว้มารัดคอตัวเองให้หายใจไม่ออกเหมือนคนใกล้ตายอยู่ใช่ไหม
“คิม คิบอม!!” เสียงทงเฮดังขึ้นหน้าประตูที่ไม่ได้ปิดสนิท คิบอมหันไปมองก็ต้องตาเบิกกว้าง ชางมินลุกขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นแจจุงยืนอยู่น้ำตาไหลอาบแก้มขาวใสนั้น ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
“แจจุง ฉัน…….” ไม่ฟังคำพูดใดๆ ทั้งนั้น แจจุงหันหลังวิ่งออกไปทันทีก่อนที่ชางมินจะได้สติแล้วรีบวิ่งตามไป
คิบอมตบหน้าผากตัวเองราวอยากจะบ้าตาย เขาลืมมองไปว่าประตูนั้นไม่ได้ปิดสนิทตอนที่เปิดรับชางมินเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าแจจุงมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คงได้ยินที่เขากับชางมินคุยกัน ไม่งั้นคงไม่ร้องไห้ คิบอมเหลือบตาขึ้นมองก็เห็นทงเฮกำลังยืนเท้าเอวมองมาที่เขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ’ทงเฮ คิบอมขอโทษ!!’
.
.
.
.
“แจจุงเดี๋ยวก่อน ฟังกันก่อน แจจุง” ชางมินที่วิ่งลงมาทันคว้าแขนแจจุงไว้แต่อีกฝ่ายก็สะบัดออกแล้ววิ่งออกไปที่หน้าประตูอย่างไม่ฟังเสียงเรียก
“แจจุงอย่าเพิ่งไป เดี๋ยวก่อน”
‘พี่ลืมเขาไม่ได้...พี่รักเขา พี่รักจุนกิ’ .... นายจะให้ฉันกลับมาฟังนายพูดว่ารักคนอื่นอีกอย่างนั้นเหรอ
“เดี๋ยวแจจุง อย่าไปนะ”
‘พี่อาจจะ..อาจจะแค่ชอบแจจุง..อาจจะแค่ต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ..อาจจะ..แค่เหงา’....ไม่ ถ้าฉันต้องอยู่ฟังว่าฉันเป็นเพียงตัวแทนใครในความรู้สึกของนาย...ฉันไม่ฟัง
“ปริ๊น ปริ๊น~~”
“แจจุงระวัง!!” ผมที่วิ่งตามหลังชางมินมาตะโกนออกไปเมื่อเห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งกำลังวิ่งมาทางแจจุง
“เอี๊ยด~~”
“โครม~~”
“แจจุง!!”
.
.
.
.
หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ที่แจจุงนอนไม่ได้สติ ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น โดยที่มีชางมินเป็นคนคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่แจจุงถูกรถชนผมก็เห็นชางมินแทบจะไม่ได้กินไม่ได้นอน เอาแต่นั่งกุมมือแจจุงอยู่ข้างเตียง จะมีลุกไปหาอะไรกินบ้างก็ตอนที่พวกผมไปเยี่ยมแจจุงแล้วคะยั้นคะยอแกมบังคับ พร้อมรับปากว่าจะดูแลแจจุงให้ก่อนชางมินถึงจะยอม ไม่อย่างนั้นเขาคงทรุดตามไปด้วยอีกคนแล้วล่ะ ชางมินมักจะนั่งพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ได้พบเจอมาให้แจจุงฟังทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือรับรู้หรือไม่ และบางครั้งผมก็เห็นชางมินร้องไห้กับแจจุงเวลาที่เขาได้อยู่ตามลำพัง แววตาของชางมินยามที่มองแจจุงเปลี่ยนไปแล้วผมรู้ แต่แววตานั้นก็ไม่ได้ทอประกายแห่งความรักอยู่ดี อาจจะเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา อยากจะขอโทษคงจะเป็นอย่างนั้นเสียมากกว่า
“อือ..” เสียงครางเบาๆ ในลำคอพร้อมแรงขยับเล็กน้อยของมือเรียวปลุกให้ชางมินที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงรู้สึกตัวตื่น เมื่อเห็นคนที่หลับใหลมานานเป็นอาทิตย์เริ่มรู้สึกตัวแล้ว เขาพยายามส่งเสียงเรียกพร้อมกับเขย่าตัวแจจุงเบาๆ
“แจจุง แจจุงครับ” มือเรียวที่ถูกเจาะสายน้ำเกลือบีบมือของชางมินที่กุมไว้แน่นเข้าเป็นสัญญาณว่ารับรู้
“แจจุงคุณฟื้นแล้ว คุณได้ยินผมมั๊ยแจจุง”
“อือ..” คนที่ถูกเรียกเปิดเปลือกตาขึ้นก่อนที่จะหรี่ลงเมื่อเจอแสงจ้า กระพริบตาถี่ๆ ปรับสภาพเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“ดีใจจัง ที่ฉันได้เห็นหน้านายเป็นคนแรก”
.
.
.
.
หลังจากที่ฟื้นแจจุงก็ยังคงต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกสักระยะตามคำสั่งหมอ โดยที่มีชางมินเป็นคนดูแลเหมือนเคย ส่วนผม ยุนโฮ จุนซู ทงเฮก็สลับมาอยู่เป็นเพื่อนโดยที่ไม่ลืมลากตัวการสำคัญอย่างคิบอมมาด้วยทุกครั้ง งานนี้ทงเฮโกรธคิบอมไปหลายวันทั้งๆ ที่คิบอมก็ไม่ใช่คนผิด แต่ทงเฮก็กล่าวหาว่าเพราะคิบอมเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แจจุงวิ่งออกมาจนโดนรถชน (ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากชางมินไงฮะ) งานนี้คิบอมเลยต้องมานั่งเป็นเพื่อนทงเฮที่มาเฝ้าแจจุงเพื่อเป็นการไถ่โทษและงอนง้อไปด้วยในคราวเดียวกัน ทงเฮกับจุนซูแทบจะไม่มองหน้าชางมินเลยด้วยซ้ำ แต่ชางมินก็เข้าใจ เขาเองก็คงรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน ผมกับยุนโฮก็ได้แต่เกลี้ยกล่อมคนโน้น ปลอบใจคนนี้กันวุ่นไปหมด หน้าที่คนกลางเนี่ยเหนื่อยเหมือนกันนะฮะ ดูเหมือนตั้งแต่ฟื้นมาแจจุงจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังยิ้มแย้มกับคนอื่นได้เป็นปกติ แม้แต่กับชางมิน แจจุงก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขาสองคน
แจกันดอกไม้มากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่ามีคนรักและเป็นห่วงแจจุงมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ ที่อพาร์ทเม้นท์แต่ยังมีเพื่อนครูและลูกศิษย์ที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่คอยแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เป็นประจำอีกด้วย แจจุงยิ้มออกมานิดๆ กับน้ำใจของทุกคนก่อนที่สายตาจะไปสะดุดอยู่กับช่อดอกกุหลาบสีขาวที่วางเรียงกันเจ็ดช่อ การจัดแต่งพร้อมกับการ์ดที่ห้อยอยู่ตรงกลางช่อบ่งบอกว่ามาจากคนๆ เดียวกัน หรือไม่ก็จากร้านเดียวกัน
“ดอกกุหลาบสีขาวนั่นของใครมั่งน่ะ สั่งมาจากร้านเดียวกันหรือไงถึงได้เหมือนกันเป๊ะๆ ขนาดนี้” น้ำเสียงที่เอ่ยกลั้วหัวเราะจนอีกคนต้องลุกขึ้นไปหยิบช่อกุหลาบมาให้ 3 ช่อแล้วยื่นให้พร้อมกับบอกเสียงเรียบ
“ของฉันเอง”
“ของนายทั้งเจ็ดช่อเลยเหรอ” สบตาด้วยความสงสัยก่อนจะยิ้ม “ได้โบนัสหรือเงินเดือนขึ้นหรือไงถึงซื้อให้ฉันทุกวันน่ะ เอาตังค์มาซื้อของอร่อยๆ ให้กินดีกว่าน่า”
“แจจุงอ่านการ์ดสิ” สีหน้าของชางมินไม่ได้บอกว่าล้อเล่นแต่กลับจริงจังจนแจจุงต้องหยุดแล้วหันกลับมาสนใจกับช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนตัก มือเรียวขาวพลิกการ์ดเล็กๆ ขึ้นมาก็เจอกับความสั้นๆ แต่มีความหมาย
“Forgive me Plese, Plese comeback”
ดวงตาสีนิลแลสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชางมินอย่างสับสนก่อนที่จะคว้าช่ออื่นมาแล้วพลิกการ์ดดูก็พบข้อความเดียวกันอยู่ในการ์ดทุกใบ
“ฉันดีใจนะที่แจจุงตื่นมาฟังคำขอโทษจากฉัน”
“นายซื้อดอกไม้ให้ฉันทุกวันตอนที่ฉันสลบ ข้อความนั่น Please comeback... นายอยากให้ฉันกลับมาจริงๆ เหรอ เพราะนายเหงา นายก็เลยอยากให้ฉันกลับมาทำให้นายหายเหงา เท่านั้นใช่ไหมที่นายคิด” น้ำเสียงสั่นด้วยอารมณ์น้อยใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พยายามจะลืมมาตลอดหลายวัน
“ไม่ใช่นะแจจุง ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น”
“ไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะฉันเป็นญาติกับจุนกิใช่มั๊ย อ้อ!! และคงเพราะว่าฉันเป็นตัวแทนของจุนกิด้วยสินะนายถึงไม่เคยคิดแบบนั้น ใช่มั๊ยชางมิน!!” ช่อดอกกุหลาบสีขาวถูกโยนลงพื้นอย่างแรงจนหลุดกระจัดกระจายแต่ชางมินก็ไม่ได้รู้สึกโกรธทำแค่เพียงยืนนิ่งๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ฉันยอมรับผิดว่าที่ผ่านมาฉันแค่ต้องการใครสักคนที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าเหงา ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง แต่ฉันไม่ทันคิด ไม่รู้เลยว่าความคิดโง่ๆ ของฉันจะทำร้ายแจจุงให้เจ็บมากขนาดนี้ ขอโทษจริงๆ แจจุง ฉันขอโทษ”
แจจุงมองคนที่ตัวเองรักมากที่สุดกำลังก้มหัวเอ่ยคำขอโทษเขาผ่านม่านน้ำตา คำสารภาพที่ออกมาจากปากว่าเขาเป็นแค่ตัวแทนความรักของใครอีกคน ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งนัก
“แต่นายก็ไม่รักฉันใช่มั๊ย จนถึงวันนี้นายก็ไม่ได้รักฉันใช่ไหม”
“................” ความเงียบคือคำตอบที่แจจุงสามารถเข้าใจได้ดี
“แต่ทำไมฉันถึงเลิกรักนายไม่ได้นะชางมิน ฉันต้องทำยังไง” เสียงแผ่วเบาราวคนจะหมดแรงแต่ชางมินก็ยังได้ยิน
“ฉันขอโทษ” ไม่มีคำพูดไหนดีกว่าคำว่าขอโทษแล้วสำหรับชางมินในเวลานี้ ไม่อยากพูดคำไหนที่ไปทำร้ายจิตใจแจจุงได้อีก แจจุงสบตากับชางมินพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ฉันหนาว กอดฉันหน่อยได้ไหม” ชางมินยืนนิ่งไม่กล้าทำตามคำขอนั้นซึ่งแจจุงก็แปลความหมายว่านั่นคือคำปฏิเสธ ชางมินคงลำบากใจถ้าจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนเคย จะว่าไปตั้งแต่ตกลงคบกันชางมินไม่เคยพูดคำใดที่แสดงออกว่ารักเขา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ขอเป็นแฟนจนถึงตอนนี้ไม่มีครั้งไหนที่ชางมินจะบอกว่ารักแจจุงเลยสักครั้ง
“ฉันคงขอนายมากไปสินะ ไม่เป็นไร ขอโทษนะที่ทำให้ลำบากใจ” เบนหน้าหนีเมื่อน้ำตากำลังจะพรั่งพรูอีกครั้ง แจจุงไม่อยากให้ชางมินเห็นน้ำตาของเขาอีกแล้ว ไม่อยากใช้น้ำตาเป็นสิ่งบีบคั้นให้ชางมินทำตามในสิ่งที่ตนต้องการอีก เพราะจะยิ่งเจ็บ เจ็บมากขึ้นกว่าเดิม เข่าสองข้างถูกยกขึ้นมาเป็นที่รองรับใบหน้าเล็กที่เปื้อนน้ำตา สองแขนเรียวโอบรอบเข่าเหมือนกำลังโอบกอดตัวเองให้พ้นจากความหนาวเหน็บ สองตามองออกไปนอกหน้าต่างสายฝนช่วงเปลี่ยนฤดูกาลกำลังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เหมือนน้ำตาที่กำลังไหลลงมาอย่างหยุดไม่ได้เช่นกัน
“ฝนตกนี่ไม่ดีเลยเนอะ มันหนาว เหงาด้วย รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอจัง ไม่ชอบเลย ฉันชอบตอนหิมะตกมากกว่า” แสร้งหัวเราะนิดๆ กลบเกลื่อน แต่น้ำเสียงที่สั่นเครือนั้นก็ปิดไม่มิด
‘เพราะวันที่หิมะตกคือวันแรกที่ฉันพบนายไง’
จู่ๆ อ้อมแขนแข็งแรงของใครอีกคนก็โอบกอดเขาไว้พร้อมกับที่นอนที่ยุบตัวลง ความหนาวเหน็บพลันหายไปแล้วถูกทดแทนด้วยความอบอุ่น
“อุ่นขึ้นไหม” แม้น้ำเสียงจะฟังดูแปร่งแต่ก็ยังเป็นน้ำเสียงที่อบอุ่นเสมอสำหรับแจจุง ชางมินโอบกอดแจจุงจากด้านหลังแล้วเอาคางเกยไหล่บางนั้นไว้
“อุ่นสิ อุ่นมากเลย....” แต่นายอย่าทำร้ายฉันด้วยความสงสารของนายจะได้ไหม “ชางมิน..นายเคยคิดจะรักฉันไหม”
“................”
“ช่วยมองฉันในตัวตนที่ฉันเป็น ไม่มองว่าฉันเป็นตัวแทนของใครได้ไหม”
“....ฉันขอโทษ....”
“นายจะพูดคำว่ารักให้กับฉันที่เป็นแฟนกำมะลอของนายฟังไม่ได้เลยใช่ไหม”
“................”
“ถึงแม้จะเป็นเพียงคำพูดหลอกๆ ก็ไม่ได้เลยเหรอ” น้ำเสียงนั้นยังคงอ้อนวอน
“.....ฉันไม่อยากทำร้ายแจจุงด้วยคำๆ นั้นอีก.....แต่ถ้าแจจุงต้องการใครสักคนที่จะยืนอยู่เคียงข้างเวลาที่แจจุงเหงา ฉันจะเป็นคนๆ นั้นให้แจจุง ถ้าแจจุงยังต้องการ”
“ฮึก..ฮึก..” ร่างบางในอ้อมกอดของชางมินตัวสั่นด้วยแรงสะอื้นดั่งลูกนกที่ถูกรังแกจนบาดเจ็บจนชางมินต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเป็นการปลอบโยน
“ชางมินลืมเขาไม่ได้เหรอ ชางมินรักฉันไม่ได้เหรอ ฉันที่อยู่กับชางมินตรงนี้ไง เป็นฉันไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงน่าสงสารอ้อนวอนชางมินอีกครั้งจนเขาต้องฝังหน้าลงกับไหล่บางนั้นเพื่อสกัดกั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อท้นด้วยความรู้สึกผิด
‘รักคนใจร้ายอย่างฉันทำไมแจจุง ฉันมันคนใจร้าย’
“ฉันไม่รู้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันจะกลับมาเป็นชางมินคนเดิม คนที่ไม่ทำให้แจจุงต้องเจ็บปวดอีก มันอาจจะนานเป็นเดือน เป็นปี หรืออาจจะนานเกินกว่าที่แจจุงจะรอ”
“.....สักวันฉันอาจจะโอบกอดแจจุงได้โดยที่แจจุงไม่ต้องร้องขอ ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด แต่เพราะรู้สึกว่าฉันรักแจจุง.......ถ้าฉันจะรักใครอีกสักครั้ง แจจุงจะเป็นคนๆ นั้นที่ฉันจะรัก แต่ในตอนนี้ฉันจะไม่รั้งแจจุงให้เฝ้ารอในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่หรือจะเกิดขึ้นไหม เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าแจจุงไม่ต้องการที่จะรอ ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของแจจุงนะ” เขาสร้างความเจ็บปวดให้กับแจจุงไว้มาก จนไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งแจจุงไว้กับคำว่ารอที่เห็นแก่ตัวของเขาอีกต่อไป
แจจุงเอนตัวพิงบ่ากว้างของชางมินน้ำตาและเสียงสะอื้นยังไม่หายไปแต่ก็พยายามพูดออกมาให้รู้เรื่องมากที่สุด “ฉันรอชางมินมาตั้งนาน ฮึก..ฮึก.. ถ้าจะต้องรอต่อไป ก็ไม่เป็นไร ฮึก ฮึก.. ความรักของฉันมีให้ชางมินคนเดียวเท่านั้น ต่อให้ไม่มีวันที่นายจะรักฉัน ฮึก..ฉันก็จะรักนาย แต่ฉันบอกนายไว้เลยนะ ฮึก.. ว่าฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันจะไม่ยอมแพ้จุนกิ ฉันจะไม่ยอมแพ้คนที่ทิ้งนายไป ฮึก..ฉัน.. ฉันจะทำให้นาย..กลับมาเป็นชางมินคนเดิม แล้วฉันก็จะทำให้นาย..รักฉันให้ได้ด้วย..” อ้อมแขนที่อบอุ่นของชางมินกระชับแน่นแทนคำขอบคุณ เพียงโอบกอดเขาไว้ เพียงแค่ไม่ผลักไส เพียงเท่านี้ก็เหมือนเป็นกำลังใจให้แจจุงได้สู้เพื่อความรักต่อไปได้แล้ว
...ช่วงเวลาแห่งความสุขในความฝันนั้น
... ผมไม่อยากจะตื่นเลย
…ผมคงดูงี่เง่าที่ยิ้มแบบนั้น
…ได้แต่ถอนหายใจเล็กๆ
…ผมรู้ดีว่าผมคงไม่ดีพอ
…แต่ผมก็ไม่รู้ว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี
…ขอแค่ครั้งเดียว... ผมขอให้คุณรักผม
…เพราะคุณไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสีย
…ขอให้คิดถึงผมซักครั้ง ได้โปรด
...แค่นี้เท่านั้น....ผมขอแค่เท่านี้...
…ผมรู้ดีว่าตัวผมมีบางอย่างไม่เพียงพอ
…แต่ผมก็ไม่รู้ว่าใครกันที่ผมกำลังคิดถึงอยู่
…ขอแค่ครั้งเดียว ผมขอให้คุณรักผม
…ขอเวลาให้ผมซักครั้ง
...แค่นี้เท่านั้น
...ไม่ว่าส่วนไหนของถนนในหน้าหนาว
...ก็จะเต็มไปด้วยความทรงจำที่เกี่ยวกับคุณ
...แม้กระทั่งตอนนี้
…ขอเวลาให้ผมซักครั้ง
...ขอให้คิดถึงผมซักครั้ง ได้โปรด
…แค่นี้เท่านั้น
...ผมขอแค่เท่านี้ จริงๆ
ความรักเป็นเรื่องน่าแปลก ที่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งไม่ให้รักก็จะรัก คุณคิดว่าอย่างนั้นไหม? เรื่องในอนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง แค่ปัจจุบันหันกลับมามองคนที่อยู่ข้างๆ คุณบ้าง คุณอาจจะได้เจอกับสิ่งที่ทำให้คุณเจอความสุขกับชีวิตตลอดไปก็ได้ ถึงเวลานั้นความทรงจำที่เลวร้ายก็ไม่สามารถกลับมาทำร้ายคุณหรือคนใกล้ตัวคุณได้อีก
END