Warning!! : Yaoi Fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ
Title : HoSu, Sarang Yong Won Hee
Author : rose_tulip
Genre : Suspense, Romantic
Pairing : Yunho, Junsu, Yuchun, Jaejung, Changmin
Part “Two”
สวนหย่อมเล็กๆ บนดาดฟ้าของโรงพยาบาลสร้างบรรยากาศรื่นรมย์สบายตาและสบายใจให้กับคนที่กำลังพักสายตาด้วยการมองต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวได้ดียิ่งนัก แต่ไม่ว่าบรรยากาศตรงหน้าจะดีเพียงไรก็คงไม่สามารถทำให้ใครอีกคนที่เพิ่งจะโวยวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเมื่อครู่สงบและใจเย็นลงได้มากเท่าไหร่
ยูชอนมองคนที่กำลังนั่งกอดอก ทำหน้าบึ้งตึงแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างจุนซูกับยุนโฮที่สนามบินจนกระทั่งพาทั้งคู่มาถึงโรงพยาบาล แจจุงก็ยังไม่หยุดโวยวายด้วยความเป็นห่วงน้องชายคนเดียว พร่ำถามปนขู่เข็ญเอากับยุนโฮว่าไปทำร้ายอะไรน้องเขาหรือไม่ถึงทำให้จุนซูเกิดอาการแบบนั้นทันทีที่ได้พบหน้ากัน ยุนโฮที่กำลังปวดหัวก็ต้องถูกอีกฝ่ายจับเขย่าๆ หัวสั่นหัวคลอนราวกับเป็นกระป๋องน้ำอัดลมก็ไม่ปาน คำตอบที่แจจุงได้รับจากยุนโฮก็มีเพียงคำว่า “ไม่” และส่ายหน้าทุกครั้ง ยิ่งทำให้อารมณ์ปะทุมากขึ้นไปใหญ่
จนถึงโรงพยาบาลทั้งคู่ถูกพาเข้าห้องตรวจเขาถึงได้ปล่อยให้คุณแจซันนั่งพักรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ส่วนเขาก็ลากเอาคนช่างโวยวายออกมาสงบสติอารมณ์อยู่บนดาดฟ้าแห่งนี้
“แจจุง” เรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มพร้อมกับเดินมานั่งเก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน
“อะไร แล้วใครอนุญาตให้นายมานั่งข้างฉัน ห๊ะ!!” ตวาดแว้ดก่อนจะเขยิบห่างออกไปจนสุดบริเวณม้านั่ง
“เก้าอี้สาธารณะจะนั่งแล้วทำไมต้องขออนุญาตใครด้วย”
“ก็ฉันนั่งอยู่ไม่เห็นหรือไง”
ยูชอนมองท่าทางของม้าพยศนั้นอย่างขำๆ ท่าทางนั่งตัวตรงคอแข็ง หน้าเชิดราวกับคนเย่อหยิ่ง ไว้ตัวเสียเต็มประดา แต่แววตานั้นกลับสั่นไหวดูระแวดระวังอยู่ในที อย่างกับกลัวเขาจะกระโจนเข้าไปทำร้ายอย่างนั้นแหล่ะ ช่างขัดกับไอ้อาการแก้มป่อง ปากที่แดงฉ่ำนั่นยื่นนิดๆ นี่ซะจริง เพราะมันคืออาการของเด็กเอาแต่ใจชัดๆ
“เห็นว่านายน่ะนั่งอยู่ แต่นายก็ไม่ได้นั่งคนเดียวเต็มเก้าอี้สักหน่อย ให้ฉันนั่งด้วยคนจะเป็นไรไป”
“เหอะ!! ไม่นั่งแล้ว ไปดีกว่า”
“เดี๋ยวก่อนสิแจจุง นั่งคุยกันก่อนได้ไหม” มือใหญ่เอื้อมไปคว้าแขนเรียวไว้ได้ทันก่อนที่เจ้าตัวจะเดินจากไป ไม่บีบรัดรุนแรงแต่ก็ไม่ผ่อนคลายให้แจจุงดึงออกได้แม้ว่าจะพยายามที่จะบิดออกเท่าไหร่ก็ตาม
“ไม่ ปล่อยฉันนะ”
“น่านะ นั่งคุยเป็นเพื่อนฉันก่อนนะ”
“ฉันไม่ว่าง ถ้าอยากหาเพื่อนคุยก็ไปเรียกหาพวกพยาบาลสาวๆ สวยๆ โน้น” น้ำเสียงสะบัดอย่างไม่พอใจปะปนกับความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ยูชอนสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกจึงพูดออกไป
“นายคนเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการนะแจจุง แค่นายคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นและไม่มีใครอื่นทั้งนั้น” แจจุงชะงักเมื่อน้ำเสียงและแววตาของยูชอนเปลี่ยนไป
“อยู่กับฉันนะแจจุง ได้ไหม” ยูชอนสำทับอีกครั้งด้วยน้ำเสียงและแววตาเว้าวอนรอคอยคำตอบด้วยใจระทึกและยิ้มออกได้เมื่อเห็นแจจุงหันหลังเดินกลับมา
“แค่นั่งเป็นเพื่อนเท่านั้นนะ อย่าได้คิดไปเป็นอย่างอื่นเด็ดขาด” สะบัดมือออกได้แล้วก็ยอมกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่ไม่วายเอ่ยเสียงเขียวเป็นการขัดขวางความคิด แถมยังรักษาระยะห่างไว้ให้มากที่สุดเหมือนเดิมเช่นกัน
ยูชอนยิ้มอย่างพอใจ คำพูดของเขาไม่ได้หมายความแค่เพียงอยากได้เพื่อนนั่งเล่นเท่านั้น มันมีความหมายอื่นแฝงอยู่และเขาก็ดีใจที่แจจุงเข้าใจมันได้ แม้เจ้าตัวจะยังไม่ยอมรับก็ตามที
“สบายดีไหม” เริ่มชวนคุยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งเงียบไม่มองหน้าเขาเลยสักนิด
“อือ สบายดี”
“มีความสุขไหม”
“ห๊ะ…” หันไปมองคนถามก่อนจะรีบหันกลับทันทีเมื่อเห็นแววตาลึกซึ้งที่ครั้งหนึ่งเคยคุ้นเคยแต่ห่างเหินมานานพอวันนี้ได้เห็นอีกครั้งให้ความรู้สึกวูบวาบคล้ายจะเป็นไข้เสียให้ได้ ผินหน้าหันไปมองวิวทางอื่นเพื่อหลบสายตานั้น แล้วเค้นเสียงตอบให้อีกฝ่ายคิดว่ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ
“มีสิ ฉันมีความสุขมาก”
“เหรอ แต่ฉันไม่มีความสุขเลย” แจจุงใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่มาจากน้ำเสียงเหงาๆ นั้น ก่อนที่จะสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งแล้วกลับมานั่งกอดอก เชิดหน้าเหมือนเดิม
“เรื่องของนาย มาบอกฉันทำไม”
“ช่วงชีวิตฉันที่ไม่มีนาย ฉันไม่มีความสุขเลยจริงๆ นะ”
“ไม่จริงหรอก ฉันไม่เชื่อ คำพูดของนายมันเคยเชื่อถือได้ด้วยเหรอ”
“แจจุง ฉันว่า....”
“ขอโทษครับ”
เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังขัดจังหวะยูชอนที่กำลังจะพูดบางอย่างและแจจุงที่กำลังรอฟังอยู่นั้นต้องชะงักลง มองไปหาต้นเสียงก็พบกับชิม ชางมิน จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล เพื่อนรุ่นน้องที่สนิทของยุนโฮกำลังยืนทำหน้ากระอักกระอ่วนใจที่ตนเองขึ้นมาขัดจังหวะคนทั้งคู่โดยไม่ตั้งใจ
“ว่าไงชางมิน” แจจุงนึกขอบคุณเพื่อนของยุนโฮคนนี้อย่างเหลือเกินที่ทำให้เขารอดพ้นจากสถานการณ์ที่ชวนให้อึดอัดใจและไม่เป็นตัวของตัวเองในยามนี้ไปได้เสียที
“คุณแจซันให้ผมมาตามฮะ คุณหมอตรวจจุนซูเสร็จแล้วนะฮะ”
“เหรอ ดีจัง” แจจุงลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วเดินมาหาชางมิน นิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะถามถึงอีกคนที่อาการไม่ต่างกัน “แล้ว...ยุนโฮเป็นยังไงบ้าง”
“ดีขึ้นแล้วฮะ หมอให้น้ำเกลืออยู่ ถ้าหมดแล้วก็อนุญาตให้กลับบ้านได้เลยฮะ”
“ก็ดี งั้นนายก็พายุนโฮกลับก็แล้วกัน ฉันยังไม่อยากเห็นนายนั่นให้อารมณ์เสีย”
“โธ่ พี่แจจุงอ่า...” ชางมินโอดครวญ ไม่รู้ว่าทำไมพี่แจจุงถึงได้โกรธพี่ยุนโฮนักหนา ทั้งๆ ที่พี่ยุนโฮก็บอกแล้วว่าไม่ได้ทำอะไรน้องชายเขาทั้งนั้น ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่ดูเหมือนพี่แจจุงจะไม่ยอมเชื่อเลยสักนิด แจจุงยักไหล่แล้วเดินจากไปทิ้งให้ชางมินมองตามอย่างอ่อนใจ
“จุนซูน่ะเขามีอาการแปลกๆ แบบนี้มาตั้งนานแล้วหล่ะฮะ เพียงแต่มันหายไปนานแล้ว ก็เท่านั้นเอง” ชางมินมองหน้าคนพูดด้วยสายตาที่มีแต่เครื่องหมายคำถาม ยูชอนจึงต้องเอ่ยต่อ
“ผมปาร์ค ยูชอน เพื่อนของจุนซูฮะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ยื่นมือไปทักทายซึ่งชางมินก็ยื่นมาทักทายตอบด้วยรอยยิ้ม
“ผมชิม ชางมิน เป็นจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลนี้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ คุณบอกว่าจุนซูเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วเหรอฮะ แสดงว่าคุณรู้จักกับจุนซูมานานแล้วสิ” ซักถามด้วยความสนใจและสัญชาตญาณของความเป็นแพทย์
“ใช่ฮะ ผมเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับจุนซู รู้จักกันมา 4 ปีได้แล้วฮะ”
“แล้วพี่แจจุงล่ะครับ”
“แจจุงผมรู้จักเขามาได้ประมาณ 3 ปีครับ” ชางมินพยักหน้ารับ
“แล้วที่บอกว่าจุนซูเป็นแบบนี้มาตั้งนาน หมายความว่าไงฮะ”
“จริงๆ แล้วไม่ใช่อาการแบบนี้ซะทีเดียวหรอกครับ ผมว่าเราเดินกันไปคุยกันไปดีกว่าไหมฮะ จะได้ลงไปทันพวกเขา” ยูชอนเอ่ยยิ้มๆ ชางมินหัวเราะนิดๆ อย่างเก้อเขินเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาดูจะสนใจกับเรื่องของจุนซูจนเกินไป ทั้งคู่เดินออกไปจากดาดฟ้าไปโดยมีเสียงยูชอนที่คอยเล่าเรื่องราวต่างๆ และชางมินคอยซักถามด้วยความสนใจอยู่ตลอดเวลา

“ป๊า หมอบอกว่าน้องเป็นอะไรเหรอฮะ” แจจุงถามเบาๆ แววตาเป็นห่วงเป็นใยฉายชัดยามที่มองไปยังร่างบอบบางที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวของโรงพยาบาล แม้ใบหน้าซีดเซียวจนน่ากลัวที่สนามบินในตอนนี้จะมีสีระเรื่อของเลือดฝาดบ้างแล้วก็ตาม แต่ริ้วรอยแห่งความอิดโรยก็ยังคงหลงเหลือให้เห็น
“ก็แค่อ่อนเพลียจากการเดินทางไกลน่ะลูก ไม่มีอะไรรุนแรงหรอก”
“แต่อาการมันไม่ใช่แบบนั้นนี่ฮะป๊า” เอ่ยค้านตามความคิดตนเอง คิมแจซันถอนหายใจ แววตามีความกังวลแฝงอยู่ลึกๆ
“ลูกจำได้ไหมว่าน้องมีอาการประหลาดๆ แบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วนะ รักษาไม่หาย ทำได้แค่ดีขึ้นมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง”
แจจุงพยักหน้า เขาจำได้ว่าตอนจุนซูอายุสิบขวบมีอยู่คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังหลับอยู่ น้องชายที่นอนอยู่ข้างกันเกิดอาการกระสับกระส่ายเหมือนคนฝันร้าย ดิ้นไปดิ้นมาจนเขารู้สึกตัวตื่น มองไปก็พบว่าจุนซูนอนดิ้นไปมาเหมือนคนกำลังดิ้นรนหนีอะไรบางอย่าง หน้าตาเหยเก เหงื่อออกเต็มหน้าไปหมดจึงรีบปลุกให้ตื่น
จุนซูลืมตาขึ้นมาแต่อาการไม่ดีขึ้น ได้แต่คว้ามือเขามาจับไว้แน่นปากก็พร่ำแต่บอกว่า ‘ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย’ ตอนนั้นเขาก็อายุเพียงแค่สิบสอง ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทิ้งน้องให้นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียงแล้วตัวเองก็วิ่งออกไปตามพ่อกับแม่ให้มาดูแล้วพาไปโรงพยาบาล
สุดท้ายหมอลงความเห็นแค่ว่าจุนซูมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติชั่วขณะ ไม่ใช่โรคแต่เป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นในขณะที่อยู่สถานการณ์ที่ทำให้ตื่นเต้นหรือตกใจเท่านั้น
หลังจากนั้นเป็นต้นมาจุนซูก็เกิดอาการแบบนี้อยู่เรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้หลับฝัน ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้นตกใจก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าแค่นั่งเล่นธรรมดาจุนซูก็เกิดอาการใจสั่นและเหงื่อแตกได้เหมือนกัน
“ผมจำได้ว่าถึงแม้ว่าป๊ากับแม่จะโกรธกันอยู่ แต่ถ้าเป็นเรื่องของจุนซูแล้วสำคัญเสมอ“ แจจุงพูดแล้วหันมายิ้มให้กับพ่อ
แจซันเอื้อมมือไปลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมนิ่มละมุนมือของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง แจจุงพูดถูก แม้เขากับภรรยาจะไม่ลงรอยต่อกันสักเท่าไหร่ แต่เมื่อมีโซ่ทองคล้องใจด้วยกันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือลูกทั้งสองคน แม้จะโกรธกันให้ตาย แต่ลูกก็คือสิ่งสำคัญที่ต้องละทิ้งความรู้สึกของตัวเองมาคอยดูแลเอาใจใส่ด้วยความเต็มใจ
แม้ว่าในที่สุดจะฝืนทนอยู่ด้วยกันไม่ได้ จนต้องยอมปล่อยมือไป แม้จะหวงแหนแค่ไหน แต่ก็เพราะความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งจึงต้องยอมให้จุนซูไปอยู่กับอดีตภรรยาที่เยอรมันตั้งแต่สิบขวบ โดยหวังว่าการแพทย์ที่ก้าวหน้าในต่างประเทศอาจจะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุของลูกชายคนเล็กให้หายขาดได้ แม้สุดท้ายจะได้เพียงแค่อาการดีขึ้น และอาการที่เป็นก็ห่างหายไปนานแล้วก็ตาม
“ใช่ ทุกเรื่องของลูกทั้งสองคนสำคัญสำหรับป๊าเสมอ ป๊าดีใจนะที่วันนี้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
แจจุงเอนศีรษะซบลงไปบนไหล่กว้างของบิดาที่เมื่อไหร่ก็อบอุ่นเสมอสำหรับเขาสองพี่น้อง คิมแจซันทำหน้าที่พ่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดหายอะไรไป และแม้ว่าคนที่รักจะอยู่ไกลแสนไกลแต่พ่อเขาก็ยังทำให้สายสัมพันธ์พี่น้อง แม่ลูกยังคงเชื่อมโยงผูกพันต่อกันไม่ขาดสะบั้นลงตามระยะทาง
“ผมก็ดีใจเหมือนกันครับป๊า ผมว่าแม่ก็คงดีใจกับพวกเราเหมือนกัน”
“อื้อ กอดมั่งดิ” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากคนที่นอนอยู่ ดวงตาเรียวรีเปิดขึ้นช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ริมฝีปากสีซีดนั้น
“จุนซูฟื้นแล้ว!! เป็นยังไงบ้างน้อง” แจจุงโผเข้ามากุมมือน้องเอาไว้ด้วยความดีใจ
จุนซูชี้ไปที่คอตัวเองเป็นนัยว่าคอแห้งคิมแจซันจึงหันไปจัดการเทน้ำใส่แก้วพร้อมหลอดดูดมาส่งให้ แจจุงพยุงน้องให้ลุกขึ้นมานั่งในท่าสบาย จุนซูจัดการน้ำหมดแล้วจึงยื่นแก้วส่งคืนให้ ก่อนจะหันมาโอบเอวแจจุงให้ลงมานั่งที่ขอบเตียงพร้อมกอดไว้แน่นขึ้นอีกนิด
“คิดถึงพี่แจจุงจังเลย” แจจุงกับแจซันยิ้มรับท่าทางที่แสนน่ารักนั้น ยกมือลูบศีรษะเบาๆ
“พี่ก็คิดถึงเหมือนกัน แล้วเป็นยังไงบ้างจุนซู อยู่ดีๆ ก็เป็นแบบนั้นพี่ตกใจรู้ไหม ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นไหม”
“ขอโทษฮะที่ทำให้ทุกคนตกใจ ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้วหล่ะ” จุนซูมองซ้ายมองขวาหาเพื่อนสนิทไม่เจอจึงเอ่ยถามขึ้น “ยูชอนไปไหนแล้วฮะพี่แจจุง มีใครไปส่งเขาที่บ้านแล้วหรือยัง”
“จะไปไหนก็ช่าง ทำไมต้องสนใจคนอื่นด้วย” เบ้หน้าแล้วตอบเสียงสะบัด
“ใจดำชะมัดเลยพี่นายน่ะจุนซู” ยูชอนเดินเข้ามาแล้วแกล้งแหย่ให้อีกคนสะดุ้งเล่นๆ จุนซูได้แต่มองหน้าพ่อแล้วหัวเราะกับคนทั้งสองก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ มือเรียวยกขึ้นลูบๆ ที่ต้นคอพอไม่พบสิ่งที่ต้องการก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก
“ป๊าฮะ พี่แจจุง ของผมหาย!!”
“อะไรหาย ถ้านายหมายถึงสร้อยนี่ล่ะก็ อยู่นี่ เมื่อกี้หมอเขาเอาตัวนายเข้าเครื่องสแกนน่ะ เลยต้องถอดออก” แจจุงควักสร้อยเงินแท้มีจี้เป็นนาฬิกาทำจากเงินแท้ ลักษณะกลมมีฝาครอบที่สลักเป็นลวดลายแปลกตาแต่งดงามยื่นมาตรงหน้า
“ขอบคุณฮะ พี่แจจุง” จุนซูรับคืนมาแล้วก็สวมเข้าที่คอทันที
“นายจะไม่ยอมให้ห่างตัวเลยหรือไงหึจุนซูนาฬิกาเรือนนี้น่ะ”
“ก็แหม ของรักของหวงฉันนี่ยูชอน” เปิดฝาดูแล้วก็ต้องร้องอย่างเสียดาย “ว้า หยุดเดินไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ลองเขย่าดูหลายครั้งแต่เข็มนาฬิกาก็ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่เดิมก็จิ๊ปากอย่างขัดใจ
“รักมาก หวงมากเลยเหรอจุนซู” แจจุงเอื้อมมือไปแตะจี้นาฬิกาพลิกไปพลิกมา
“อื้ม สวยมั๊ยพี่แจจุง”
“สวย แปลกตาดี”
“ฝีมือผมออกแบบเองแหล่ะ สวยมากเลยใช่ไหมล่ะ” ยิ้มอย่างภาคภูมิใจในฝีมือตนเอง
จุนซูเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่โด่งดังในเรื่องของศิลปะหลากหลายแขนง เขามีใจรักทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก คงจะเป็นเพราะว่าครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องประดับ การได้ออกแบบเครื่องประดับที่สวยงามและแตกต่างเป็นเรื่องที่เขาสนใจมากที่สุดจนได้สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้สำเร็จ
“น้อยๆ หน่อยเถอะเรา แค่วาดรูปส่งให้ช่างเขาทำ ช่างเขาฝีมือดีเลยทำออกมาสวยกว่ารูปที่เราวาดส่งให้เขาอีกนะป๊าว่า” คิมแจซันแกล้งเอ่ยขัดคอลูกชายแล้วเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้องเมื่อจุนซูร้องพร้อมทำหน้างอที่ถูกแกล้ง
“เดี๋ยวพี่เอาไปใส่ถ่านให้ก่อนล่ะกัน แล้วจะเอาไปคืนให้ โอเคไหม” จุนซูพยักหน้าแล้วก็จัดการถอดสร้อยส่งให้พี่ชายแต่โดยดีพร้อมเอ่ยขอบคุณเบาๆ แจจุงทำหน้าครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่ก่อนจะถามน้องชายเสียงเครียด
“เอ่อ จุนซู เราเคยรู้จักกับยุนโฮมาก่อนหรือเปล่า” จุนซูทำหน้านึกนิดๆ ก่อนจะเอียงคอแล้วถามอย่างสงสัย
“ยุนโฮ ใครฮะ”
“อ้าว ก็เพื่อนพี่ไง ก็คนที่ไปเป็นเพื่อนพี่รับเราที่สนามบินเมื่อตอนบ่ายน่ะ” จุนซูขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างใช้ความคิดก่อนจะส่ายหน้าจนผมกระจาย
“ไม่รู้จักฮะ จำหน้าไม่ได้ แต่ว่าก็ว่าเหอะ ผมไม่ได้กลับเกาหลีมาเป็นสิบปีแล้วมั๊ง แล้วผมจะไปรู้จักเพื่อนพี่แจจุงได้ยังไง”
“แน่ใจเหรอ จริงๆ นะ” ถามเพื่อความแน่ใจ แต่ถึงแม้หัวกลมๆ นั้นจะขยับขึ้นลงอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นการยืนยันแต่แจจุงก็ยังไม่เลิกทำหน้าเครียด
“แล้วทำไม....”
“นี่คุณทำหน้าเครียดมากๆ เข้าระวังจะแก่เร็วนะ แล้วจุนซูก็บอกแล้วว่าไม่เคยรู้จัก แล้วคุณจะเซ้าซี้ไปทำไม” กำลังจะถามต่อแต่ก็ถูกยูชอนขัดขึ้นมาซะก่อน
“ยุ่ง!! เรื่องของครอบครัวฉัน เกี่ยวอะไรกับนาย” แจจุงถลึงตาใส่ยูชอนอย่างเอาเรื่อง แต่ยูชอนกลับหัวเราะขำยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโหไปกันใหญ่
....นั่นสิเกี่ยวอะไร สงสัยเพราะผมอยากเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณมั๊ง....
~To Be Continue~