Warning!! : Yaoi Fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ
Title : HoSu, Sarang Yong Won Hee
Author : rose_tulip
Genre : Suspense, Romantic
Pairing : Yunho, Junsu, Yuchun, Jaejung, Changmin
Part “Three”
อินเตอร์คอมในห้องของรองประธานบริษัทบอนซองจิวเวลรี่ดังขึ้นในขณะที่เจ้าของห้องกำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ เสียงเลขาหน้าห้องแจ้งว่ายุนโฮขอเข้าพบ ในตอนแรกแจจุงปฏิเสธไปในทันที แต่เมื่ออีกฝ่ายแจ้งจุดประสงค์มาว่าเป็นเรื่องงานจึงต้องอนุญาตให้เข้ามาพบได้
ยุนโฮเคาะประตูสองสามที รอเสียงตอบรับจากข้างในก็ค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป แจจุงนั่งก้มหน้าเซ็นเอกสารราวกับไม่สนใจการมาเยือนของตน เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมเพื่อนสนิทของเขาถึงต้องทำตัวเย็นชาและปั้นปึงใส่ ตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อนที่เข้าโรงพยาบาลพร้อมน้องชายของแจจุงไป วันนั้นหลังจากที่ถูกนำตัวเข้าห้องตรวจเขาก็ไม่เจอหน้าแจจุงอีกเลย มีแต่ชางมินที่จัดแจงพาไปส่งบ้าน บอกเพียงแค่ว่าแจจุงฝากให้มาดูแลเขา เพราะจะต้องไปคอยดูแลน้องก็เท่านั้น
เมื่อมาทำงานก็ดูเหมือนจะห่างเหินมากกว่าเดิม ยุนโฮอึดอัดกับสภาพที่อยู่กับความไม่รู้ ไม่เข้าใจแบบนี้เต็มทีแต่ไม่รู้จะหาโอกาสไหนมาพูดคุยปรับความเข้าใจในเมื่อเจ้าตัวคอยหลบหน้าอยู่ตลอดเวลา จนวันนี้ต้องเข้ามาเสนองบประมาณในการทำโฆษณาตัวใหม่จึงจะถือโอกาสเคลียร์กันซะให้รู้เรื่องไปเลย
“แจจุง”
“อะไร” ขานรับแต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง ยุนโฮวางแฟ้มงานที่ถือมาลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนเบาๆ ไปตรงหน้า
“ฉันเอาเอกสารเรื่องโฆษณาตัวใหม่มาให้นายดูน่ะ ฝากเสนอท่านประธานด้วย”
“อือ เดี๋ยวถ้าอนุมัติแล้วจะบอก”
ถ้าใครจะสังเกตสักนิดว่าเอกสารที่ท่านรองประธานอย่างคิมแจจุงกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านราวกับสนใจซะมากมายอยู่นั้น ก็จะรู้ว่าเป็นเพียงเอกสารที่มีตัวหนังสือเขียนอยู่ไม่ถึงห้าบรรทัด แต่ที่เจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้า ทำเสียงนิ่งเรียบแบบนี้ก็เป็นเพราะยังหงุดหงิดใจกับสิ่งที่รบกวนใจมาตลอดวันที่ผ่านมานี้ แต่ก็ทำเป็นนิ่งเฉยไม่สนใจเสีย
“มีอะไรอีกหรือเปล่า”
เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างทนไม่ไหวเมื่อรู้สึกถึงกระแสจิตอะไรบางอย่างที่อีกฝ่ายส่งมา เมื่อคนที่เข้ามายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แถมยังเอาแต่จ้องเขาแล้วถอนหายใจ จะอะไรนักหนา!!
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามาสิ อย่ามาทำสงครามเย็นกับฉันนะยุนโฮ!!” ตวาดแว้ดอย่างทนไม่ไหว
“นายนั่นแหล่ะ ทำสงครามประสาทอะไรกับฉันอยู่ ดูไม่ค่อยปกติเลยนะสองสามวันมานี่ หลบหน้าหลบตากันตลอด มีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า บอกกันได้นะแจจุง”
“หึ..แล้วคิดว่าทำอะไรไว้ให้เป็นปัญหากับฉันล่ะ”
“ก็นั่นน่ะสิ ฉันทำอะไรนายไว้ แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่รู้ตัวเลย เพราะฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้ทำอะไร แล้วถ้านายไม่พูด ไม่บอก แล้วฉันจะรู้ไหม แจจุง”
“ทำอะไรไว้จำไม่ได้เลยหรือไง” แจจุงลุกขึ้นตะโกนเสียงกร้าวใส่ แต่ยุนโฮเพียงตอบมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ถ้าทำฉันจำได้ แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่จำเป็นต้องจำ”
แจจุงตบโต๊ะดังปังอย่างโมโหแล้วเดินไปอยู่ที่หน้าต่าง ยุนโฮถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
“เรื่องน้องชายนายหรือเปล่า ที่ทำให้นายไม่พอใจฉัน”
แจจุงไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขายืนนิ่งเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง สายตาเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ท้องถนนขวักไขว่ไปด้วยรถราและผู้คน แต่ในมุมเล็กๆ ของสังคมเมืองใหญ่ก็ยังสามารถเห็นชีวิตที่หลากหลายได้จากมุมสูงแบบนี้ สายตาคมกวาดตามองไปอย่างไม่มีจุดหมายที่แน่นอน แต่เก็บได้ทุกรายละเอียดที่ผ่านสายตามา ภาพแม่กำลังอุ้มลูกข้ามถนน คนแก่นั่งกินขนมอยู่กับหลานที่ม้านั่งหน้าร้านสะดวกซื้ออีกฟากของถนน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“น้องฉันเป็นโรคหัวใจผิดปกติมาตั้งแต่เด็ก หมอไม่รู้สาเหตุ ป๊ากับแม่ฉันพยายามพาเขาไปรักษาหลายต่อหลายที่ ตอนเขาทั้งคู่ตัดสินใจที่จะเลิกกัน พ่อฉันก็ยังตัดใจยอมให้จุนซูไปอยู่กับแม่ที่เยอรมันเพราะอยากให้จุนซูได้รับการรักษาให้หายขาดสักที แต่สุดท้ายก็ได้เพียงแค่ทำให้ดีขึ้น แต่ไม่หายขาด”
“เราทุกคนช่วยกันประคบประหงมราวกับเขาเป็นคริสตัลชั้นดี สวยงามแต่เปราะบาง ประคับประคองดูแลเขาอย่างดีที่สุด เพราะหมอบอกว่าถ้าเขาพบเจอเรื่องที่ทำให้ตกใจหรือสะเทือนใจกับเหตุการณ์ใดมากๆ จะทำให้เกิดผลร้ายกับร่างกายเขา” กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เงยหน้ากระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่คลออยู่ที่ดวงตาให้ไหลกลับลงไปข้างในอย่างยากลำบาก
“หมอบอกว่าเขา..เขาจะ..อาจจะจากเราไปเมื่อไหร่ก็ได้..ถ้าเขาเกิด..หัวใจวายกะทันหัน”
ยุนโฮตัวชาวาบเมื่อจบประโยคนี้จากแจจุง หัวใจราวกับจะหยุดเต้น แม้ว่าเขาไม่เคยรู้จักกับจุนซูมาก่อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกกับจุนซูครั้งแรกที่ได้เห็นหน้ากันที่สนามบิน ไม่ได้รู้สึกถูกตาต้องใจหรือตกหลุมรักทันทีทันใด แต่เป็นความรู้สึกเหมือนกับได้พบกับใครบางคนที่ไม่ได้พบกันมานานมาก นานจนอาจจะหลงลืมกันไป และสุดท้ายก็ได้กลับมาพบกันโดยไม่คาดฝัน แต่การพบกันอีกครั้งกลับก่อให้เกิดความทรมานต่อคนทั้งคู่อย่างหาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน
“ถ้านายไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้โกรธนายเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ ฉันบอกให้ก็ได้ ความจริงฉันไม่ได้โกรธนายมากมายนักหรอก แต่ฉันแค่กลัว กลัวว่าถ้าวันนั้นจุนซูสลบไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย จะเป็นยังไง ฉันกลัวมากที่สุดเลยนะวันนั้น”
“ฉันเข้าใจ”
ยุนโฮเอ่ยออกมา แต่กว่าน้ำเสียงที่ผ่านออกมาจากคอได้ก็ยากเย็น ตอนนี้เขารู้สึกว่าลำคอแห้งผากเป็นผงไปหมด เสียงที่แปร่งออกมาก็แหบแห้งราวกับไม่ใช่เสียงเขา
“แม่ฉันแต่งงานใหม่ จนกระทั่งเขากับสามีใหม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ จุนซูจึงเป็นเสมือนของขวัญแทนตัวสำหรับป๊าและฉันที่แม่ทิ้งไว้ให้ เขาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับครอบครัวเรา เรากำลังจะกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันพ่อลูก กำลังจะมีความสุข นายเข้าใจฉันใช่ไหมว่าถ้าวันนั้นมันเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น ฉันกับป๊าจะเป็นยังไง” ยุนโฮเดินไปวางมือบนบ่าแจจุงแล้วบีบไว้เพื่อจะบอกว่าเขาเข้าใจ และให้กำลังใจเพื่อนเสมอ
“ขอโทษนะ ที่ทำท่าทีไม่ดีกับนาย ฉัน....”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันเข้าใจแล้ว” ยุนโฮตบลงบนไหล่บางนั้นเบาๆ ก่อนจะบีบกระชับให้แน่นขึ้นอีกนิด
“เรามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง ป๊ากับแม่สอนให้เรารักกัน เชื่อไหม ตอนที่เขาไปอยู่เยอรมันใหม่ๆ เป็นฉันนี่แหล่ะที่โทรไปร้องไห้กับเขา เพราะคิดถึงเขากับแม่อยู่ตั้งเป็นเดือนๆ จนป๊าหมดค่าโทรไปหลายเชียวแหล่ะ” หัวเราะให้กับอดีตที่มีความสุขปนความทุกข์ที่ผ่านมา
“ใช่ หมดไปหลายตังค์จนป๊าแนะนำให้เปลี่ยนไปเขียนจดหมายแทน ไม่นึกว่าจะบ้าจี้ทำตาม แต่ก็ดีประหยัดไปเยอะ”
ท่านประธานคิมเดินเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์ดี ยุนโฮถอยออกมาโค้งตัวทำความเคารพผู้อาวุโส ที่กำลังก้าวเข้ามาโอบไหล่ทั้งสองคนเอาไว้
“ดีกันแล้วใช่ไหม ดีแล้วหล่ะ ป๊าก็อึดอัดเหมือนกันนะเนี่ย เห็นเพื่อนรักกันต้องมาเมินใส่กันแบบนี้อยู่ตั้งหลายวัน ไม่มีเสียงเถียงกัน ทะเลาะกันให้หายเหงาหูเลย หือ..จริงมั๊ย ไอ้ลูกชาย จอมหาเรื่อง”
“ป๊าอ่ะ ผมไม่ได้หาเรื่องสักหน่อย” แจจุงตัดพ้อหน้างอ
“ไป เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันดีกว่า ป๊าโทรบอกจุนซูให้ออกมาทานข้าวด้วยกัน น้องจะไปเจอกันที่ร้านอาหารเลย ยุนโฮไปด้วยกันนะ”
“เอ่อ ไม่รบกวนดีกว่าครับ” ปฏิเสธอย่างสุภาพ
ยังไงที่นี่ก็เป็นที่ทำงาน ยุนโฮเรียกบิดาของแจจุงว่าท่านประธานตามตำแหน่ง ไม่ตีตนเสมอท่านให้พนักงานคนอื่นเอาไปว่าได้ว่าไม่เหมาะสม แม้ว่าจะได้รับความเมตตาจากท่านประธานที่รักเขาเหมือนลูกเหมือนหลานแค่ไหนก็ตาม ผู้อาวุโสกว่าส่ายหน้าไม่ยินยอมพร้อมพูดเสียงเฉียบขาด
“ไม่ได้ๆ ต้องไปด้วยกัน ไม่รบกวนอะไรหรอก ดีซะอีก ลุงจะได้แนะนำลูกชายคนเล็กให้ยุนโฮรู้จักด้วย เขาไปอยู่เยอรมันตั้งแต่แจจุงยังไม่ขึ้นมัธยม ก่อนที่เราสองคนจะมาเป็นเพื่อนกันอีกมั๊ง แล้วก็ไม่ได้กลับมาเกาหลีเลย อีกหน่อยเขาก็ต้องมาทำงานที่นี้ ไปรู้จักกันไว้น่ะดีแล้ว”
ยุนโฮมองหน้าแจจุงอย่างขอความเห็น แจจุงจ้องกลับแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่แอบเอาเรื่องอยู่หน่อยๆ
“ตกลงว่านายไม่เคยรู้จักน้องฉัน ไม่เคยทำร้ายน้องฉันให้ต้องกลัวจริงๆ ใช่ไหมยุนโฮ”
“ยังไม่เลิกอีกเหรอแจจุง” ท่านประธานคิมมองหน้าลูกชายอย่างอ่อนใจ แต่ยุนโฮกลับหัวเราะลั่น
“ก็จริงน่ะสิแจจุง พูดคำไหนก็คำนั้นน่า นายก็รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง ฉันเคยโกหกนายหรือไง”
“งั้นก็ไปกินข้าวด้วยกันสิ มัวลีลาอยู่ทำไมเล่า ผมไปรอที่รถนะฮะ ตามไปเร็วๆ ด้วยนะป๊า ผมหิวแล้ว” พูดจบก็เดินดุ่มๆ ออกไปทันที ปล่อยให้ผู้ชายสองคนสองวัยหัวเราะตามหลังอย่างขบขัน
“ใครกันแน่ที่ลีลามากน่ะ ห๊ะ ไอ้ลูกชาย!!”

บรรยากาศการสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างรอคนสำคัญดำเนินไปอย่างครื้นเครง เมื่อผู้อาวุโสหยิบยกเรื่องราวในช่วงที่ไปใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายคนเล็กที่ประเทศเยอรมันถึงหนึ่งปีมาเล่าให้กับเด็กหนุ่มสองคนที่เป็นลูกชายคนโตและเพื่อนสนิทของลูกชายได้ฟังอย่างออกรสออกชาติ เมื่อถูกลูกชายตัวดีคอยขัดคอก็ทำให้เกิดเสียงหัวเราะเพิ่มขึ้นอยู่เป็นระยะ
หลังจากที่อดีตภรรยาและสามีใหม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป ทำให้จุนซูที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสองต้องเผชิญช่วงเวลาที่ว้าเหว่ และโดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง เพราะช่วงนั้นท่านประธานคิมไม่สบายหนักเข้าโรงพยาบาล ส่วนญาติทางฝ่ายพ่อเลี้ยงก็ติดต่อไม่ได้
พ่อเลี้ยงของจุนซูเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ที่เยอรมัน จนได้เป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงวัว และโรงงานผลิตชีสส่งขายที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักในประเทศ ด้วยความที่เป็นคนทะเยอทะยานและหัวดื้อ ทำให้ไม่ค่อยลงรอยกับญาติพี่น้องจนเหมือนตัดขาดจากกัน จึงทำให้จุนซูไม่เคยได้รู้จักกับญาติทางฝ่ายพ่อเลี้ยงเลยแม้แต่คนเดียว
แต่โชคร้ายก็อยู่กับจุนซูได้ไม่นาน เมื่อท่านประธานคิมออกจากโรงพยาบาลและทราบข่าวร้ายนั่น ทั้งท่านประธานคิมและแจจุงจึงบินไปเยอรมันทันทีเพื่อจัดการงานศพ และตัดสินใจจะพาจุนซูกลับไปอยู่ด้วยกันที่เกาหลี แต่จุนซูขอยื้อเวลาเพื่อเรียนให้จบปริญญาตรีที่เยอรมันเสียก่อนเพราะเหลือเวลาเพียงแค่สองปี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการกลับไปเรียนใหม่
ในตอนนั้นแจจุงที่เรียนจบปริญญาตรีพอดี จึงขอพ่อมาเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมันเพื่อที่จะได้อยู่เป็นเพื่อนน้องไปด้วยในคราวเดียวกัน แต่แจจุงเรียนเพียงแค่ปีครึ่งก็สำเร็จการศึกษา และเกิดปัญหาส่วนตัวบางอย่างจนไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นต่อ ท่านประธานคิมจึงยอมให้กลับมาช่วยงานที่เกาหลี ส่วนตัวเขาก็บินไปอยู่กับจุนซูแทน จนกระทั่งเรียนจบจึงได้พากลับมาพร้อมกัน
แจจุงมองไปทางประตูก่อนจะยกมือขึ้นเมื่อเห็นจุนซูเดินเข้ามาในร้าน แล้วก็หน้าหงิกลงทันควันเมื่อเห็นว่ามีใครอีกคนที่ไม่อยากเห็นหน้าแต่ตอนนี้กำลังเดินตามหลังน้องชายเขามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จุนซูเดินยิ้มร่าเข้ามาก่อนที่จะมานั่งลงตรงข้างพี่ชายแล้วให้ยูชอนนั่งข้างบิดาแทนอย่างรู้งาน เพราะถ้าสลับที่นั่งกันเมื่อไหร่สงครามกลางโต๊ะอาหารคงได้เกิดขึ้นเป็นแน่
"มาทำไม ใครเชิญนาย!!"
นั่นไง คิดผิดซะเมื่อไหร่ จุนซูถอนหายใจเมื่อได้ยินคำทักทายพร้อมสายตาพิฆาตจากแจจุงที่ส่งไปถึงคนเพิ่งจะพาตัวเองนั่งเก้าอี้ได้ไม่ถึงครึ่งนาที ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก ไม่รู้ใจคงได้สะดุ้งเฮือก ลนลานขอโทษขอโพยแล้ววิ่งแน่บออกจากร้านกันเป็นแน่ แต่ปาร์ค ยูชอนคงไม่ใช่!! เพราะยังสามารถรักษาสภาวะอารมณ์ตอบกลับไปได้อย่างเรียบเฉยเป็นอย่างยิ่ง
"จุนซูครับ"
แจจุงหันขวับมามองน้องด้วยสายตาไม่พอใจ จุนซูยิ้มแหยๆ แล้วลูบแขนพี่ชายอย่างออดอ้อนเพื่อให้อีกฝ่ายใจเย็นลง
"พี่แจจุง ผมเพิ่งกลับมานะฮะ ถนนหนทางก็ยังไม่รู้จัก ลืมไปแล้วหรือไงว่าน้องตัวเองไม่ได้อยู่เกาหลีเป็นสิบๆ ปี ยูชอนเขากลับมาบ่อยกว่าผม ก็เลยให้เขามารับที่บ้านแล้วก็พามาที่นี่"
"ก็โทรให้พี่ไปรับก็ได้นี่ ไปรบกวนคนอื่นเขาทำไม" เน้นเสียงพร้อมปรายตาไปมองให้รู้ตัว ยูชอนมองคนหน้าสวยที่กำลังมีสีหน้าเอาเรื่องอยู่แบบนั้นก็อดยิ้มมุมปากอย่างขบขันไม่ได้ก่อนที่จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติแต่แฝงเจตนายั่วอารมณ์
"ไม่รบกวนหรอกครับ ถ้าเป็นคนน่ารักอย่างจุนซูน่ะ ผมเต็มใจ"
"แต่ถ้าเป็นสาวๆ สวยๆ ก็คงเต็มใจกว่านี้ล่ะมั๊ง"
"ของมันแน่" ยูชอนตอบกลับเสียงแขวะที่ลอยมาได้อย่างทันท่วงที ทำเอาอีกฝ่ายได้แต่ทำปากพะงาบๆ เพราะไม่คิดว่าจะถูกสวนกลับแบบนี้
"ก็มาส่งแล้วไง ส่งแล้วก็กลับไปสิ นั่งอยู่ทำไม"
ประโยคเจ็บแสบแทงใจที่ออกมาจากปากสีแดงระเรื่อของคิมแจจุงด้วยอารมณ์พาลหน่อยๆ ทำให้จุนซูต้องหน้าเหวอ เหมือนจะร้องไห้เต็มทีหันไปหาพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านประธานคิมจึงต้องส่งเสียงปรามในลำคอก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
"อย่าเสียมารยาทกับแขกของป๊าน่าแจจุง ยูชอนน่ะเป็นเพื่อนป๊านะ"
"ห๊ะ เพื่อนป๊า"
คิม แจจุงรู้อยู่หรอกว่าตอนที่ไปอยู่เยอรมันน่ะ ป๊าสนิทกับยูชอนขนาดไหน พากันกิน พากันเที่ยว คุยกันถูกคอ แต่..เป็นเพื่อนป๊าเลยเนี่ยนะ มันจะมากไปแล้วนะปาร์ค ยูชอน!!
"คิดไงป๊าเป็นเพื่อนกับนายคนนี้"
ท่านประธานคิมได้แต่ส่ายหัวกับความเลือดร้อนและปากไม่ดีของลูกตนเอง แต่กับยูชอนดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไร ยังคงยิ้มและตอบกลับไปนิ่มๆ แต่เชือดได้เหมือนเดิม
"นั่นสิครับ เพราะคนบางคนเขาก็ยังไม่อยากเป็นเพื่อนกับผมเลย แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้นเขาคงไม่ปฏิเสธ จริงไหมครับ"
“เหอะ!! คนหลงตัวเอง”
“คุณก็อย่ามาหลงผมอีกคนก็แล้วกัน”
“......................” อารมณ์ของคิมแจจุงตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า อยากล้มโต๊ะ!!
ยุนโฮยิ้มให้กับภาพตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว ท่าทางร่าเริง รอยยิ้มที่น่ารัก แววตาที่สดใสของจุนซูนั้นทำให้ละสายตาจากไปอย่างลำบาก ความรู้สึกคุ้นเคยกับคนๆ นี้เกิดขึ้นในใจเขาอย่างช้าๆ
แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีภาพของใครอีกคนที่หน้าตาเหมือนจุนซู แต่ดูอ่อนหวานกว่ามาทับซ้อนจุนซูเอาไว้ เมื่อได้สบตากันเขาก็เห็นริ้วรอยแห่งความโศกเศร้า อาลัยอาวรณ์ที่ฉายชัดทุกความรู้สึกจากดวงตาคู่นั้น ยุนโฮไม่ได้รู้สึกตกใจหรือกลัวกับสิ่งที่ได้เห็นแม้แต่น้อย แต่ความรู้สึกเศร้าสลดกลับท่วมท้นอยู่ในหัวใจอย่างไม่มีเหตุผล
ส่ายหัวไล่ความรู้สึกและภาพที่เห็นออกไปอย่างรวดเร็ว เพ่งมองอีกครั้ง ก็กลับกลายเป็นจุนซูที่ร่าเริงคนเดิมที่กำลังพยายามห้ามทัพระหว่างพี่ชายกับเพื่อนด้วยท่าทางร่าเริงอยู่เหมือนเดิม แววตาที่เศร้าสร้อยของใครอีกคนที่เห็นได้หายไปแล้ว ยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ก็พอทำให้ท่านประธานคิมที่นั่งอยู่ติดกันรับรู้ถึงความผิดปกตินั้นได้จึงเอ่ยถามไถ่คนที่อ่อนวัยกว่าอย่างห่วงใย
"เป็นอะไรหรือเปล่ายุนโฮ ไม่สบายรึเปล่า"
น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของผู้อาวุโสทำให้ยุนโฮต้องปรับอาการตัวเองให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วพร้อมกับเอ่ยปฏิเสธ ท่านประธานคิมได้ทีจึงเอ่ยกัดลูกตัวแสบที่กำลังนั่งทำหน้าถมึงทึงเหมือนมังกรที่ใกล้จะพ่นไฟอยู่เต็มแก่
"ขอโทษด้วยนะ ลูกคนโตลุงเนี่ยเป็นพวกเด็กมีปัญหา ปัญหามันเยอะ แก้ไม่หายซักที อ้อ! ว่าแต่..จุนซู จำพี่เขาได้ไหมลูก" ประโยคท้ายหันมาถามลูกชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า จุนซูมองหน้ายุนโฮแล้วยิ้มแหยๆ หัวเราะเหะๆ ตอบกลับไป
"ป๊าถามแบบนี้ แสดงว่าต้องเป็นพี่คนนั้นที่สนามบินแน่ๆ เลยใช่ไหมฮะ" ท่านประธานคิมกับยุนโฮหัวเราะออกมาพร้อมกันกับท่าทางแบบนั้น ยุนโฮพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร
"ใช่ งั้นก็ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการเลยก็แล้วกันนะ ยุนโฮ นี่ คิม จุนซู ลูกชายคนเล็กของลุง จุนซู นี่พี่ยุนโฮ เป็นเพื่อนกับพี่แจจุง แล้วก็ทำงานอยู่ที่บริษัทเราด้วย"
จุนซูยิ้มหวานแล้วก็ยื่นมือน้อยๆ ออกไปตรงหน้าหวังที่จะทักทายแบบฝรั่ง แต่ก็ถูกแจจุงที่นั่งคั่นอยู่ระหว่างตนกับยุนโฮผลักให้ลดมือลงพร้อมส่งสายตาดุๆ มาให้จึงทำได้แค่ยิ้มแหยๆ หัวกลมก้มทักทายเพื่อนพี่ชาย ริมฝีปากสีฉ่ำที่ยังมีรอยยิ้มขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
"ยินดีที่ได้รู้จักฮะพี่ยุนโฮ"
แล้วจึงหันไปแนะนำเพื่อนตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้จักบ้าง ยุนโฮยิ้มรับคำทักทายนั้นก่อนจะหันไปจับมือทักทายกับยูชอนที่ยื่นมารออยู่ก่อนแล้ว แจจุงมองแล้วเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ กำลังจะขยับปากเอ่ยกัดตามนิสัยแต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน เมื่ออาหารมาเสิร์ฟและทุกคนก็หันไปสนใจกับสิ่งที่มาใหม่ตรงหน้าตามเสียงเรียกร้องของกระเพาะอาหาร จึงต้องปล่อยให้เลยตามเลย ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมีแต่ความสุข เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ สลับกับเสียงจานช้อนกระทบกันเบาๆ มีให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา
เช่นเดียวกับเสียงหัวใจของคนคู่หนึ่งที่กำลังสั่นไหวอย่างแผ่วเบา ไม่รุนแรง ไม่เร่งเร้า แต่สร้างความรู้สึกอบอุ่นให้เกิดขึ้นในหัวใจได้อย่างยาวนาน

เมื่อเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารกลางวันที่แสนจะเอร็ดอร่อย ทั้งรสชาติและบรรยากาศแล้ว ท่านประธานคิมกับแจจุงและยุนโฮก็กลับมาทำงานที่บริษัท แต่คราวนี้มีจุนซูติดตามมาด้วย ส่วนยูชอนขอตัวแยกกลับไป อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้เขาอารมณ์ดีมากพอแล้วที่ได้ยั่วโมโหลูกชายคนโตของท่านประธานคิมให้สติหลุดได้หลายต่อหลายครั้ง ถ้ามากกว่านี้เดี๋ยวจะพาลโดนสั่งเก็บไปซะก่อน น้อยๆ แต่นานๆ ก็น่าจะคุ้มล่ะน่า ใช่มั๊ย?
ไม่ว่าจะเดินผ่านใครหรือแผนกไหน ท่านประธานคิมเป็นต้องแนะนำลูกชายคนเล็กให้ทุกคนได้รู้จัก เสียงชื่นชม คำกล่าวต้อนรับ รอยยิ้มอย่างมิตรไมตรีมีให้กับคุณหนูคนเล็กของบริษัทตลอดเส้นทางเฉกเช่นเดียวกับที่คุณหนูคนโตได้รับดั่งเช่นทุกวัน
ก่อนที่จะแยกไปที่ห้องทำงาน ท่านประธานคิมหันมาบอกยุนโฮว่าจะตรวจเอกสารงบประมาณและถ้าเห็นชอบก็คงจะเซ็นอนุมัติได้ภายในวันนี้ ให้ยุนโฮรอคำตอบ ชายหนุ่มตอบตกลงก่อนที่จะขอตัวกลับไปที่ห้องทำงานของตนเอง ทิ้งให้จุนซูที่กำลังอยู่ในวงล้อมของพนักงานรุ่นพี่ๆ ป้าๆ ที่เคยได้พบได้เจอกันเมื่อครั้งที่เจ้าตัวยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ชอบมาวิ่งเล่นซนอยู่ที่นี่ได้รำลึกความหลังสารพัดสารพันจนพอใจ จนเมื่อเห็นว่าทั้งพ่อและพี่รวมทั้งเพื่อนพี่ได้สลายตัวกันไปหมดแล้วเด็กอัธยาศัยดีจึงรีบเอ่ยขอตัวแล้ววิ่งดุ๊กๆ ตามแจจุงเข้าไปในห้องทำงานของรองประธานบริษัททันที
วอลเปเปอร์สีเหลืองอ่อนนวลตาดูไม่ฉูดฉาดแต่ก็ไม่เรียบจนเกินไป ผนังห้องตกแต่งด้วยกรอบรูปผลงานศิลปะที่ดูแปลกตาแต่สวยงาม และคาดว่าผลงานแต่ละชิ้นคงจะเป็นมาสเตอร์พีชของจิตรกรที่สร้างสรรค์ขึ้น และคงมีชิ้นเดียวในโลก โต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง แบล๊คกราวน์ด้านหลังคือกระจกบานใหญ่ที่มีมู่ลี่กั้นแสงยาวเต็มบานกระจก ด้านข้างมีกระถางใส่ต้นไผ่ตั้งไว้ทั้งสองข้าง สร้างบรรยากาศสีเขียวให้ห้องทำงานนี้ดูสดชื่นมากยิ่งขึ้น
จุนซูมองไปรอบๆ ตัวอย่างถูกใจ ทุกอย่างในห้องนี้เพียงแค่ได้เข้ามาครั้งแรกก็รู้สึกถึงความใส่ใจในการตกแต่งให้สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของเจ้าของห้องได้อย่างดีเยี่ยม เรียบหรู แต่ดูมีสไตล์และแฝงลูกเล่นแปลกตาของเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาตกแต่ง ทำให้ห้องที่ดูเรียบ ไม่จืดชืด น่าเบื่อจนเกินไป เหมือนชีวิตของเจ้าของห้องนี้ไม่มีผิด ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่แฝงความเป็นคนเจ้าสำราญไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ริมฝีปากยกยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นพี่ชายกำลังนั่งทำหน้าจริงจังกับการเซ็นเอกสารอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ ชายหนุ่มร่างบาง หน้าหวาน อาจจะดูอ้อนแอ้น ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ถ้าอยู่ในเวลาทำงานแล้วพี่ชายเขาก็ทำให้ทุกคนเกรงใจ และจัดการงานได้ดีไม่แพ้ใคร
“แอบมองพี่แล้วหัวเราะหมายความว่าไงไอ้ตัวเล็ก” แจจุงเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเข้มๆ
จุนซูไม่ตอบคำถามเอาแต่หัวเราะคิกคักแล้วเดินไปที่โต๊ะ หยิบกรอบรูปบานคู่ขึ้นมาดู กรอบหนึ่งเป็นรูปของท่านประธานคิมกับแจจุงส่วนอีกกรอบหนึ่งเป็นรูปของผู้หญิงหน้าตาสวยกำลังอุ้มเด็กผู้ชายแก้มยุ้ยยิ้มแป้นให้กับกล้องถ่ายรูปอย่างมีความสุข
รูปที่เขากับแม่ถ่ายด้วยกันเมื่อตอนงานโรงเรียนชั้นประถม โดยมีพ่อเป็นตากล้อง งานโรงเรียนครั้งสุดท้ายที่มีพ่อและแม่ไปด้วยกันพร้อมหน้า ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง และเขาจะต้องเดินทางไปอยู่เยอรมันกับแม่ในเวลาหลังจากนั้นเพียงไม่นาน
วางกรอบรูปลงแล้วเปิดกระเป๋าเป้ใบย่อมควักไดอารี่ออกมาเปิด ก่อนที่จะหยิบเอารูปที่คั่นสมุดอยู่ออกมา จัดแจงแกะกรอบรูปเดิมแล้วเอารูปใบใหม่มาไว้ด้านหน้าส่วนรูปใบเดิมก็ซ้อนทับไว้ด้านหลัง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจในผลงานของตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อล๊อคกรอบเรียบร้อย หันกลับมาดูอีกทีก็ทำหน้ายู่ บ่นพึมพำ
“ก็ยังไม่เหมือนครอบครัวเดียวกันอยู่ดี” คงเป็นเพราะกรอบรูปที่แบ่งเป็นสองกรอบ จึงทำให้รูปคู่ของท่านประธานคิมกับแจจุงและมารดากับจุนซูมีตัวคั่นไว้ จะมองยังไงก็ยังเหมือนแยกกันชัดๆ แจจุงเอื้อมไปหยิบมาดูแล้วจึงบอก
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ให้คนมาเปลี่ยนกรอบรูปให้ใหม่แล้วกัน” จุนซูพยักหน้ายิ้มแป้นก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาหยิบโน้นหยิบนี่ขึ้นมาดูก่อนจะหันมาถาม
“อีกนานไหมพี่แจจุงกว่าพี่จะเสร็จงาน”
“อืม ก็คงอีกสักพักแหล่ะ เดี๋ยวพี่มีประชุมต่อด้วย เบื่อแล้วเหรอ กลับบ้านก่อนไหม เดี๋ยวพี่ให้คนขับรถของบริษัทไปส่งก่อนก็ได้”
จุนซูส่ายหัวจนผมกระจาย “ไม่เป็นไรฮะ ผมรอได้ กลับบ้านไปก็เหงาอยู่ดี” แจจุงลุกเดินมานั่งกับน้องที่โซฟา มือบางลูบผมสลวยนั้นอย่างเอ็นดู
“เดี๋ยวพี่ก็ไปประชุมแล้ว แล้วเราจะไม่เหงาหรือไง แต่ก็ตามใจนะ ถ้าอยากอยู่ต่อ แต่ถ้าเบื่อก็โทรไปบอกคนขับรถให้พากลับบ้าน ตกลงไหม” จุนซูพยักหน้าตกลง เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นก่อนที่เลขาจะเปิดเข้ามาพร้อมกับแฟ้มอีก 2-3 แฟ้ม
“งานที่ฝ่ายโฆษณาแจ้งมา ท่านประธานอนุมัติแล้วนะคะ เหลือแต่ท่านรองค่ะ แล้วนี่เป็นวาระการประชุมที่จะประชุมในอีกสิบนาทีนะคะ” แจจุงรับแฟ้มแรกมาเซ็นก่อนจะส่งคืนพร้อมกับถาม
“แล้วหัวหน้าฝ่ายโฆษณาเข้าประชุมด้วยหรือเปล่า”
“แจ้งมาว่าให้รองหัวหน้าฝ่ายมาแทนค่ะ เพราะหัวหน้าฝ่ายติดจัดการงานด่วน” แจจุงพยักหน้าแล้วหันมามองน้องชายที่นั่งตาใสแป๋วมองเขากับเลขาคุยกันอยู่
“พี่จะไปประชุมแล้ว เราจะไปเปิดตัวในที่ประชุมสักหน่อยไหม” ศีรษะกลมส่ายดุ๊กดิ๊กอีกครั้ง ชูมือไม้ขึ้นทำท่าบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย
“ไม่ล่ะฮะ เอาไว้เปิดตัวตอนมาทำงานทีเดียวเลยแล้วกัน แอร์เย็นๆ แบบนี้ผมได้ไปหลับในห้องประชุมแน่ๆ" มือเรียวหยิบแฟ้มที่พี่ชายเพิ่งเซ็นเสร็จมาดูไปเรื่อยๆ อย่างไม่ได้สนใจอะไรมากนัก "ผมขอนั่งอ่านอะไรเล่นๆ อยู่ในห้องนี้รอแล้วกันนะฮะ"
แจจุงลุกขึ้นเต็มความสูงคว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่พนักเก้าอี้นวมขึ้นมาใส่บอกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมเลขา
“ตามใจล่ะกัน ถ้าเอกสารพวกนั้นไม่ทำให้เราง่วงยิ่งกว่าเดิม งั้นพี่ไปประชุมแล้วนะ แล้วก็อย่าลืมที่พี่บอกไว้ล่ะกัน” จุนซูพยักหน้าให้แล้วมองจนพี่ชายเดินลับไปหลังประตูบานใหญ่ จึงกลับมาสนใจกับแฟ้มต่างๆ ตรงหน้าต่อไป เปิดแฟ้มโน้น ดูแฟ้มนี้ ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดอยู่กับตัวหนังสือบนหน้าปกของแฟ้มหนึ่ง ลุกไปมองหากระดาษโพสท์อิทบนโต๊ะทำงานพี่ชาย เมื่อเจอแล้วก็หยิบมาเขียนอะไรยุกยิกอยู่ครู่ก่อนจะแปะไว้กลางโต๊ะเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย ก่อนจะคว้าแฟ้มสำคัญแล้วเดินออกจากห้องไปทันที
..........‘แฟ้มงานของแผนกโฆษณาไม่ได้หายไปนะ แต่ผมขอเอาไปให้เองนะฮะ....จุนซู’..........
.
.
.
.
คุณหนูคนเล็กของตระกูลคิมเดินกอดแฟ้มเอกสารมาตามทางเดินด้วยท่าทางมุ่งมั่น หันซ้ายหันขวาอ่านป้ายหน้าห้องทุกห้องที่เดินผ่าน ก่อนจะหยุดยิ้มอย่างดีใจอยู่หน้าประตูสีน้ำตาลเข้มเมื่อแผ่นโลหะสีเงินมีตัวอักษรสีดำเขียนไว้ชัดเจนว่า 'ชอง ยุนโฮ หัวหน้าฝ่ายโฆษณา'
มือเล็กยกขึ้นเคาะเบาๆ สองสามทีแล้วรอคำตอบ แต่เวลาผ่านไปสักครู่ก็ยังเงียบ จึงเคาะอีกครั้งคราวนี้ลงน้ำหนักมือให้แรงกว่าเดิมพร้อมกับเอาหูแนบประตู ภายในห้องยังเงียบกริบ ไม่มีเสียงบ่งบอกว่ามีใครอยู่ข้างใน จุนซูลังเลว่าจะกลับหรือจะทำอย่างไรต่อไป
จริงๆ เขาก็ให้เหตุผลกับตัวเองไม่ได้อยู่ดีกว่า ทำไมต้องยอมเป็นเด็กส่งเอกสาร เดินมาถึงหน้าห้องนี่ เพียงแค่เห็นชื่อที่อยู่หน้าแฟ้มว่าเป็นชื่อของเพื่อนสนิทพี่ชาย ที่เพิ่งรู้จักและคุยกันถูกคอตอนทานข้าวด้วยกันเมื่อกลางวันเท่านั้น
ยืนหันซ้ายหันขวา มือก็เปิดแฟ้มอย่างผ่านๆ จนสายตาไปเจอกับคำว่า ‘ด่วนที่สุด’ ประทับอยู่ก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ 'อย่างน้อยแฟ้มนี่ก็ด่วนพอที่จะเป็นข้ออ้างให้เขามาที่นี่ได้แหล่ะน่า' มือบางจับลูกบิดประตูแล้วลองหมุนเบาๆ ปรากฏว่าเจ้าของห้องไม่ได้ล๊อคไว้ ริมฝีปากบางจึงส่งเสียงนำไปแบบไม่ดังนัก
"ขออนุญาตล่ะกันนะคร้าบบ"
ห้องทำงานของหัวหน้าฝ่ายโฆษณาช่างแตกต่างจากห้องที่เพิ่งออกมาอย่างสิ้นเชิง ผนังห้องมีโปสเตอร์โฆษณาจิวเวลรี่ของบอนซองอาจจะแทบทุกชิ้นที่เขาเคยเห็น ตู้กระจกสองหลังตั้งคู่กันอยู่ฟากหนึ่ง หลังหนึ่งมีรางวัลต่างๆ ที่เป็นผลงานยอดเยี่ยมของบริษัทตั้งโชว์อยู่
จุนซูเดินเข้าไปอ่านชื่อรางวัลต่างๆ แล้วก็ยิ้ม พี่ยุนโฮสร้างชื่อเสียงให้กับบอนซองจิวเวลรี่มากมายสมกับคำโฆษณาของพี่แจจุงจริงๆ ตู้ถัดมาจะเป็นตู้หนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะหรือการทำโฆษณาต่างๆ นานา
หันกลับมาทางโต๊ะทำงานวางแฟ้มลงบนโต๊ะสายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ หน้าปกสวยงามเหมือนนิยายมากกว่าจะเป็นหนังสือประเภทเดียวกับที่อยู่ในตู้จึงหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจกับรสนิยมการอ่านหนังสือของยุนโฮ
"ระลึกชาติเพื่อตามหาอดีตอย่างงั้นเหรอ พี่ยุนโฮอ่านเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ" ก่อนที่จะได้เปิดหนังสือดูเนื้อหาข้างในก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงเปิดประตูเข้ามาโดยไม่มีการเคาะ
"จุนซู!!"
ยุนโฮที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเอ่ยชื่ออีกคนอย่างประหลาดใจที่อยู่ๆ คนตัวเล็กก็มาอยู่ในห้องเขาโดยไม่รู้ล่วงหน้า จุนซูยืนทำหน้าเลิ่กลั่กอย่างคนที่กำลังตกใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หรือเริ่มจากตรงไหนก่อน จึงหัวเราะเหะๆ แล้วรีบบอก
"คือว่า เอ่อ..อ้อ คือ ผมเอาแฟ้มเอกสารมาให้ฮะ"
"เอกสาร?" ทวนคำอย่างสงสัย ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้จุนซูแล้วเอื้อมไปหยิบเอกสารมาดู แล้วยิ้มออกมา "อ้อ งานนี้เอง ขอบคุณจุนซูมากนะครับ แต่ความจริงแล้วไม่ต้องลำบากก็ได้ ให้เลขาแจจุงเอามาให้หรือไม่เดี๋ยวพี่ก็ไปเอาเองก็ได้ จะได้ไม่ต้องรบกวนจุนซูเดินมาถึงนี่"
สองมือเล็กๆ ถูกยกขึ้นโบกไปมาอย่างรวดเร็ว "ไม่เป็นไรฮะ ไม่รบกวนเลย แล้วก็ไม่ลำบากด้วย พี่แจจุงติดประชุมอยู่ อีกนานกว่าจะเสร็จ ผมเห็นมันเป็นเรื่องด่วนก็เลยเอามาให้ก่อน" พูดเร็วและยาวเป็นจรวดแต่เมื่อเห็นอีกคนยังยืนมองนิ่งๆ จึงพูดเสียงอ่อยๆ
"พี่ยุนโฮคงไม่ว่าใช่ไหมฮะที่ผมเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต" ยุนโฮยังยืนนิ่งและจุนซูเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลักฐานที่หยิบมายังคามืออยู่จึงยิ้มแหยๆ แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มอ่อนหวานทันที
"คือ..แบบว่า..แล้วผมก็เห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วน่าสนใจก็เลย..เหะๆ..เลยขอหยิบขึ้นมาดูหน่อย แค่นั้นเองนะฮะ"
น้ำเสียงหงอยๆ ดวงตาปรอยๆ เหมือนเด็กที่กลัวจะโดนดุช่างน่าเอ็นดูในสายตายุนโฮในขณะนี้ยิ่งนัก เขาหลุดหัวเราะพรืดออกมาเมื่อเห็นท่าทางของเด็กสำนึกผิด เดินไปปิดประตู แล้วแกล้งเดินเฉียดเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายหลับตาปี๋ด้วยความกลัว วางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วผละออกมาพูดเสียงนุ่ม
"พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ ขอบคุณด้วยซ้ำที่จุนซูเอางานมาให้ ลืมตาเหอะ พี่ไม่ทำอะไรหรอก ฮ่าๆ" จุนซูลืมตาโพลงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของอีกฝ่าย ก่อนจะค้อนขวับเมื่อเห็นยุนโฮยักคิ้วหลิ่วตาให้
"หนังสือเล่มนี้สนุกนะ จุนซูเอาไปอ่านไหมครับ หรือว่าสนใจเล่มไหนอีกก็ไปเปิดดูแล้วหยิบไปได้เลยนะ" เอ่ยอย่างใจดีก่อนที่จะเลี่ยงไปนั่งที่โซฟา จุนซูส่ายหัวแล้ววางหนังสือที่ยังถือติดมืออยู่ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาเอ่ยกลบความเขิน
"ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณนะฮะ ผมว่า ผมไปดีกว่า ขอตัวนะฮะ" ทำท่าจะเดินออกไปแต่ยุนโฮลุกพรวดขึ้นมาขวางไว้ซะก่อน
"เดี๋ยวสิครับ อย่าเพิ่งไป เอ่อ..โกรธพี่เหรอครับ ขอโทษนะ" ความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ลืมตัวไปแกล้งหยอกเล่น โดยลืมไปว่าความจริงแล้วเพิ่งจะรู้จักกันไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำ บางทีคนตัวเล็กนี่อาจจะไม่พอใจที่โดนเขาแกล้งไปเมื่อสักครู่นี้ก็ได้
"เปล่าๆ ฮะ ผมไม่ได้โกรธพี่ยุนโฮหรอก แต่ว่าผมเอาเอกสารมาให้พี่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่อยู่กวนพี่ดีกว่า ไปนะฮะ"
"เดี๋ยวครับ"
จุนซูที่เดินไปทางประตูหันมามองตามเสียงที่เรียกรั้งไว้ ยุนโฮเอามือถูกันอย่างประหม่า ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียงพูดออกมาจนจุนซูต้องเป็นฝ่ายถามไปก่อน
"มีอะไรเหรอฮะ"
“เอ่อ..สบายดีแล้วใช่ไหมฮะ” เท่านี้เหรอที่อยากรู้ ที่รั้งคนตัวเล็กไว้เพราะอยากจะถามนี้จริงๆ น่ะเหรอชอง ยุนโฮ!!
“ก็..สบายดีแล้วฮะ ขอบคุณนะฮะ เอ่อ..แล้วพี่ล่ะฮะ”
“สบายดีแล้วเหมือนกันครับ ขอบคุณนะครับ”
“วันนั้นต้องขอโทษนะฮะที่ทำให้ตกใจกันไปหมด” พูดพร้อมกับโค้งตัวเพื่อขอโทษ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เพียงแต่ดูแจจุงกับท่านประธานจะเป็นห่วงเอามาก”
“ผมน่ะ แย่จัง อ่อนแอทำให้ใครต่อใครเขาเป็นห่วงอยู่เรื่อย” เสียงอ่อยที่พูดออกมาทำให้ยุนโฮรู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อยจนต้องเอ่ยปลอบ
“ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกครับ พวกเขารักคุณมากก็เลยห่วงมาก บางครั้งก็มากเกินไปก็เท่านั้นเอง แต่ก็เพราะพวกเขารักคุณ” จุนซูพยักหน้าพร้อมยิ้มขอบคุณคำปลอบใจนั้นก่อนจะหันไปเตรียมเปิดประตู แล้วก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อยุนโฮเรียกไว้ ตาคู่สวยหันมามองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป ได้แต่รอให้อีกฝ่ายพูดขึ้นมาเอง
"เอ่อ..ก็..แจจุงประชุมอยู่ไม่ใช่เหรอ คงอีกนานกว่าจะเสร็จ พี่ว่า..เอ่อ..ถ้าจุนซูไม่รังเกียจ ก็นั่งเล่นอยู่ในห้องพี่ก่อนก็ได้ เมื่อกี้พี่เห็นจุนซูสนใจหนังสืออยู่ตั้งหลายเล่มไม่ใช่เหรอ" รัวคำพูดรวดเดียวไม่หยุดหายใจด้วยกลัวคนตัวเล็กจะเดินหนีไปซะก่อน พอพูดเสร็จจึงได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
" นะครับ ถือว่าอยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนล่ะกัน ได้ไหมครับ" ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เผลอพลั้งปากไปขอร้องให้อีกคนทำแบบนั้น อย่างกับว่าเขาจะเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญที่ต้องทำตามที่ขอร้อง เมื่อพูดออกไปแล้วยุนโฮก็ได้แต่ลุ้นกับคำตอบว่าจะออกมาเป็นยังไง
จุนซูมองเห็นแววตาจริงใจและท่าทางที่บ่งบอกว่าต้องการให้เขาอยู่จริงๆ จากคนตัวโตก็เปลี่ยนความคิดที่จะเดินออกจากห้องนี้ไปเป็นพยักหน้าตกลงแล้วก็เดินกลับมาที่เดิม บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะเดินออกจากห้องนี้ไปตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้
"ผมไม่กวนพี่จริงๆ นะฮะ" ถามอย่างเกรงๆ ยุนโฮพยักหน้าให้ก่อนที่จะเดินไปเทน้ำใส่แก้วแล้วส่งให้พร้อมจานคุ้กกี้อีกหนึ่งจาน
"ถ้าอย่างนั้นจุนซูเลือกดูหนังสือได้ตามสบายเลยนะครับ" เอ่ยอย่างใจดีก่อนที่จะเลี่ยงไปนั่งทำงานที่โต๊ะตามเดิม เพื่อที่จะให้จุนซูอ่านหนังสือได้อย่างสบายใจ
ดูเหมือนจุนซูจะถูกใจกับห้องของยุนโฮเป็นพิเศษ ทำให้ความขัดเขินในตอนแรกกลายเป็นความคุ้นเคยและแสดงออกด้วยท่าทางสบายๆ แต่ก็ไม่ได้รบกวนอีกฝ่ายที่กำลังนั่งทำงานอยู่ให้เสียสมาธิแต่อย่างใด หนังสือสองสามเล่มที่ถูกเลือกมาวางอยู่บนโต๊ะกระจกสีชา โซฟาสีครีมที่มีไว้รับแขกตอนนี้ปรากฏร่างนุ่มๆ ของจุนซูที่กำลังเพลิดเพลินกับขนม เครื่องดื่มและหนังสืออยู่เงียบๆ
เวลาผ่านไปนานเข้าจากนั่งตัวตรงกลายเป็นเอนเอียง จากเอนเอียงกลายเป็นหัวพิงพนัก หัวพิงพนักกลายเป็นนอนราบลงกับโซฟานุ่มอย่างสบายใจและเคลิ้มหลับไปในที่สุด ยุนโฮที่ก้มหน้าอ่านเอกสารเป็นเวลานานคิดจะเงยหน้าขึ้นมาขยับให้หายเมื่อย เมื่อเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็ต้องยิ้มอย่างเอ็นดู หนังสือที่อ่านค้างไว้ยังวางอยู่ที่อก ดูท่าทางกำลังฝันหวานถึงเรื่องราวที่เพิ่งอ่าน เพราะริมฝีปากบางนั้นมีรอยยิ้มเจืออยู่นิดๆ ลุกขึ้นกำลังจะเดินเอาเสื้อคลุมไปห่มให้เพื่อกันหนาวแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น จึงต้องรีบคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมารับก่อนที่เสียงจะรบกวนการนอนฝันหวานของอีกคน แล้วกรอกเสียงลงไปให้เบาที่สุด
"ครับ"
"ยุนโฮ น้องชายฉันอยู่ที่ห้องนายหรือเปล่าอ่ะ เห็นว่าจะเอาแฟ้มไปให้"
"อืม อยู่นี่แหล่ะ นายประชุมเสร็จแล้วเหรอ"
"เสร็จแล้ว ฝากอีกสักแปบนะ ฉันขอเคลียร์เอกสารอีกสักสิบนาที แล้วเดี๋ยวไปรับที่ห้องนายนะ"
"อืม ได้ แล้วจะบอกให้" วางโทรศัพท์แล้วก็เห็นว่าจุนซูกำลังลุกขึ้นมานั่งแบบงัวเงียๆ
คงเป็นเพราะเสียงโทรศัพท์และเสียงคุยของเขานั่นล่ะที่ทำให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้ ต่อให้คุยเสียงดังยังไง แต่ในห้องที่มีกันอยู่แค่นี้ ยังไงก็ต้องได้ยินอยู่ดี ยุนโฮจึงเอ่ยแซวคนที่ลุกขึ้นมานั่งทำตาแป๋ว
"สนุกไหมครับ หนังสือที่อ่านอยู่น่ะ"
"สนุกครับ แต่ท่าทางแอร์จะเย็น คุ้กกี้จะอร่อยมากไปผมเลยเผลอหลับไป เหะ" ยิ้มแหยๆ พร้อมกับหยิบแก้วกับจานที่หมดแล้วไปล้างให้ที่อ่างในห้องน้ำ แล้วนำมาเก็บให้อย่างเรียบร้อย
"แจจุงประชุมเสร็จแล้วนะครับ แต่ขอเคลียร์เอกสารอีกนิดหน่อย เดี๋ยวมารับจุนซูที่นี่"
จุนซูพยักหน้าแล้วหยิบหนังสือที่อ่านเสร็จแล้วไปเก็บที่ตู้ ตาเหลือบมองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างติดใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอยืม ยุนโฮเห็นท่าทางแบบนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างใจดี
"เอาไปอ่านได้นะครับ"
"แต่พี่ยุนโฮยังอ่านไม่จบเลยนี่ฮะ" มีที่คั่นหนังสือคั่นอยู่ตรงกลางเล่มจึงบอกอย่างเกรงใจ
"อ่านจบหลายรอบแล้วครับ แต่ที่คั่นไว้น่ะ ก็เพราะว่าเป็นบทที่พี่สนใจมากหน่อยก็เท่านั้นแหล่ะ" จุนซูหยิบหนังสือไปเปิดหน้าที่คั่นอยู่ หัวข้อสะกดจิตรักษาโรคที่ปรากฏให้เห็นทำให้ต้องมองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัย
"พี่ยุนโฮไม่สบายเหรอฮะ"
"นิดหน่อยครับ ไม่ร้ายแรงหรอก"
"แล้วทำไม...." เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดการสนทนาของทั้งสองคน แจจุงเปิดประตูเดินเข้ามาหาจุนซูแล้วเริ่มบ่นทันทีที่เห็นหน้า
"ไหนบอกว่าจะนั่งอ่านอะไรเล่นๆ รอพี่อยู่ที่ห้องไง แล้วไหงมากวนยุนโฮอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย"
"ก็...." จุนซูอึกอักหาคำตอบให้พี่ชายไม่ได้ในทันที
"ไม่ได้มากวนหรอกน่า อุตส่าห์มีน้ำใจทำงานแทนเลขานาย ฉันก็เลยชวนน้องเขาให้อยู่เป็นเพื่อนเอง เห็นว่าชอบอ่านหนังสือ" แจจุงมองหนังสือในมือน้อง พร้อมกับที่วางอยู่บนโต๊ะก็พยักหน้าแล้วหันมาคุยกับเพื่อน
"เสาร์นี้ว่างไหมยุนโฮ"
"มีอะไรเหรอ"
"ก็ป๊าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้านน่ะ ให้ชวนนายไปด้วย ไปนะ" ท่าทางลังเลใจ แต่เมื่อมองหน้าคนน่ารักที่ยืนอยู่ข้างพี่ชายกำลังยิ้มนิดๆ มาให้เขา สายตาที่เขาอาจจะมองด้วยความเข้าข้างตัวเองว่ากำลังอ้อนกันอยู่นั้น ทำให้ต้องใจอ่อนยอมตกปากรับคำไป แล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่อเห็นจุนซูแสดงท่าทางดีใจกับคำตอบของเขา จึงตอบแทนด้วยการหยิบหนังสือสองสามเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะส่งไปรวมกับที่อยู่ในมือ
"ตกลงว่าพี่ให้เอาไปอ่านก่อนได้เลยนะครับจุนซู ตามสบาย"
จุนซูเอ่ยขอบคุณหน้ารื่น แจจุงชวนคุยอีกสองสามคำก็ชวนให้ยุนโฮกลับบ้านพร้อมกัน เย็นวันนั้นคนทั้งบริษัทก็คงได้เห็นภาพคุณหนูสองคนพร้อมกับเพื่อนสนิทเดินคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไป
~To Be Continue~