Warning!! : Yaoi Fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้อ่าน และอาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นจากจินตนาการและความคิด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลใดๆ ใน Fiction และมิได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลใดๆนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ขอให้ใช้วิจารณญาณก่อนอ่านและถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับหรือรับไม่ได้กับฟิคแนวนี้ขอให้ปิดหน้านี้ไปเสียนะคะ
Title : HoSu, Sarang Yong Won Hee
Author : rose_tulip
Genre : Suspense, Romantic
Pairing : Yunho, Junsu, Yuchun, Jaejung, Changmin
Author : rose_tulip
Genre : Suspense, Romantic
Pairing : Yunho, Junsu, Yuchun, Jaejung, Changmin
Part “Four”
"อ๊า...อากาศดีจังเลย~~"
จุนซูสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างเต็มที่ ก่อนจะวางสัมภาระไว้บนโต๊ะเหล็กสีขาวลวดลายสวยงาม แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าของสักนิด เพราะเจ้าตัวกำลังจัดการปูเสื่อลงบนพื้นหญ้านุ่ม สวนหลังบ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมสร้างร่มเงาทำให้แสงแดดพาดผ่านเข้ามาได้ไม่มากนัก ไม้ดอกไม้ประดับพุ่มเล็กพุ่มน้อยถูกจัดแต่งอย่างสวยงามเสริมให้เกิดความเย็นฉ่ำแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนได้อย่างเชื่องช้ายิ่งนัก เมื่อจัดการปูผ้าผืนใหญ่ทับเสื่อไว้อีกชั้นและวางหมอนลงบนตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้วก็เอนตัวนอนหงายลงบนเสื่อทันที สายลมพะพริ้วอยู่รอบกาย ริมฝีปากอิ่มยิ้มแย้มอย่างมีความสุข จนต้องส่งเสียงผ่านสายลมหวังจะให้ส่งไปถึงคนสำคัญที่มองดูเขาอยู่บนฟากฟ้า
"แม่ครับ ผมว่าอยู่บ้านเราเนี่ยมีความสุขมากที่สุดแล้วล่ะเนอะ แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหมครับ ผมมีความสุขมาก แล้วแม่ล่ะครับ อยู่บนฟ้า แม่มีความสุขไหมครับ ยังมองผมกับป๊า แล้วก็พี่แจจุงอยู่หรือเปล่า" สายลมเย็นพัดพากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้มาแตะจมูกราวกับเป็นคำตอบรับจากคนบนฟ้า
“ผมคิดถึงแม่นะครับ”
.
.
.
.
สายลมที่โอบล้อมรอบตัวให้ความรู้สึกเย็นมากขึ้นจนหนาว จุนซูขยับตัววาดมือมาโอบกอดตัวเองไว้ นอนขดตัวงอเพื่อหนีอากาศหนาวเย็นที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โสตประสาทรับรู้ถึงเสียงประหลาดดังแว่วมาจากที่ห่างไกล คิดจะปล่อยเลยไปแต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่ามันดังอยู่ในหัวเขาก็ไม่ปาน จนเมื่อรู้สึกทนไม่ไหวจึงตัดสินใจลุกขึ้นทันที หวังที่จะเดินไปหาต้นตอของเสียงที่มารบกวนเวลาพักผ่อนอันแสนสุขของเขา แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อมองไปรอบๆ ตัวก็พบกับความเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้สวยงามที่อยู่รอบตัวก่อนหน้านี้กลายเป็นไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ รวมไปถึงสนามหญ้านุ่มที่ใช้เป็นที่รองรับร่างนิ่มของเขาเมื่อสักครู่นี้ก็กลายเป็นทะเลหมอกที่หนาวเย็นไปในพริบตา จุนซูมองไปรอบๆ อย่างรู้สึกกลัวเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
"ฮือ..ฮือ"
เสียงประหลาดที่เขาได้ยินไม่ชัดในตอนแรก บัดนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งเต็มสองหู เสียงร่ำไห้ของผู้หญิงที่คิดว่าคงอยู่ไม่ห่างไกลจากตรงที่เขายืนอยู่นี้สักเท่าไหร่นัก
"เสียงใครน่ะ" ส่งเสียงตะโกนถามออกไป
"ลูก..ลูกแม่ ฮือ~"
"ใครน่ะ แม่ แม่เหรอครับ" ขาเรียวก้าวยาวๆ เข้าไปในกลุ่มหมอกที่หนาทึบและเมื่อยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งหนาวเย็นจับใจ
"แม่อยู่ไหนครับ แล้วร้องไห้ทำไมฮะ" เสียงเพรียกหาที่คุ้นเคยเร่งเร้าให้จุนซูรีบวิ่งผ่านม่านหมอกที่ลดทอนการมองเห็นในขณะนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปพบกับมารดาที่ระลึกถึงอยู่ทุกลมหายใจ
ท้ายที่สุดดวงตาก็สามารถเห็นภาพได้ตรงหน้าได้กระจ่างขึ้นเมื่อผ่านพ้นหมอกหนา ปรากฏภาพผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดฮันบกสีขาวนั่งบนม้านั่งตัวยาว แต่หาใช่แม่ของเขาอย่างที่เข้าใจแต่แรกไม่
'ใครกันนะ คุ้นตาเหลือเกิน แต่ทำไมนึกไม่ออกสักทีว่าเคยเจอกันที่ไหน'
ลักษณะท่าทางที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน แม้วัยจะร่วงโรยไปมาก หากแต่ความสง่างามในบุคลิกก็ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา จุนซูพยายามใช้สมองอย่างหนักในการรำลึกให้ได้ว่าเคยรู้จักกับผู้หญิงคนนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ประมวลผลออกมาแค่ว่าจำไม่ได้เสียทุกครั้ง แม้ความรู้สึกจะบอกว่าคุ้นเคยมากแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ต้องหยุดความคิดทุกอย่างลงเมื่อมองเห็นไหล่บอบบางนั่นลู่ลงและกำลังสั่นไหวอย่างหนักด้วยแรงสะอื้น จึงต้องถามออกไปอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
"คุณครับ เป็นอะไรเหรอครับ ผมช่วยอะไรคุณได้บ้างไหม"
ดูเหมือนว่าเสียงของจุนซูจะส่งไปไม่ถึง เพราะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมานอกจากการร้องไห้ เขาจึงตัดสินใจก้าวขาออกไปข้างหน้าเพื่อหวังว่าจะได้เข้าไปถามไถ่ ปลอบประโลมคนที่กำลังเศร้าโศก แต่แล้วก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่ เมื่อทะเลหมอกเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นผืนน้ำสีน้ำเงินกว้างใหญ่สุดสายตาขวางกั้นระหว่างเขากับอีกคนเอาไว้ ตาเรียวเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก สายน้ำสีประหลาดค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอย่างช้าๆ และไหลท้นมาทางเขาทีละนิดๆ ทำให้เท้าเล็กต้องก้าวถอยหนีอย่างรวดเร็ว เหลียวมองไปรอบตัวอย่างเลิ่กลั่ก เมื่อเงยหน้ามองหาคนที่นั่งบนม้านั่งอยู่ก็พบว่าได้มายืนอยู่ที่ริมน้ำนั้นแล้ว สายน้ำสีน้ำเงิน สีแห่งความเศร้า รองรับน้ำตาที่รินไหลราวกับไม่รู้ว่าจะเหือดแห้งไปเมื่อใด แววตาเศร้าคู่นั้นมองลงมายังเงาสะท้อนบนผืนน้ำ เมื่อสายน้ำเปลี่ยนเป็นสีเลือดเสียงร่ำไห้ก็ยิ่งดังก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศ ริมฝีปากพึมพำด้วยน้ำเสียงเพียงแผ่วเบาหากแต่จุนซูกลับได้ยินมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าสิ่งใดในขณะนี้
"ลูกแม่..แม่คิดถึงเหลือเกิน..ลูกจ๋า"
.
.
.
.
~~ R R R R R~~
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นปลุกให้จุนซูสะดุ้งลุกขึ้นมาอย่างตกใจ กระพริบตาถี่ๆ อีกครั้งเพื่อปรับสภาพ ทะเลหมอกที่โอบล้อมเขาไว้เมื่อสักครู่กลับกลายมาเป็นสวนหลังบ้านที่เขาเอาเสื่อมาปูนอนเล่นดั่งเดิมแล้ว อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นกว่าเดิมไม่หนาวเย็นเหมือนอยู่ในทะเลหมอกนั่น
'ความฝันหรอกเหรอ'
เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กที่วางอยู่ใกล้ตัวยังแผดเสียงเรียกร้องให้เจ้าของรับเสียที จุนซูหยิบขึ้นมาแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอไม่คุ้ยเคย แต่ดูเหมือนว่าคนโทรมาจะไม่ละความพยายามเมื่อสายตัดไปแล้วรอบหนึ่งก็กดโทรใหม่อีกครั้ง จุนซูจึงตัดสินใจกดรับ
"สวัสดีครับ"
"จุนซู ทำอะไรอยู่ครับ"
"ครับ?? นั่นใครฮะ??"
"พี่ยุนโฮเองครับผม"
เสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะเบาๆ ตอบกลับมายิ่งทำให้จุนซูงงเข้าไปใหญ่ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่รู้จักกันที่พี่ยุนโฮโทรหาเขา แล้วได้เบอร์เขามาจากไหน พี่แจจุงเหรอ? เป็นไปได้ยังไงในเมื่อพี่แจจุงทั้งหวงทั้งห่วงเขาจะตายไป
"ว่าไงครับ ตกลงว่าจุนซูกำลังทำอะไรอยู่ พี่โทรมารบกวนเวลาหรือเปล่า"
"ไม่ ไม่ครับ ไม่กวนเลย ผม เอ่อ ผม อ้อ ผมกำลังนอนเล่นน่ะฮะ ไม่ได้ทำอะไรหรอก"
"อ๋อ นอนเล่นกลางแดดเป็นโลมาตากแห้งใช่ไหมฮะ"
"ห๊ะ??"
จุนซูอุทานด้วยความพิศวง ก่อนจะแปรเป็นความเข้าใจในทันทีเมื่อเห็นเจ้าของเสียงที่คุยโทรศัพท์กับเขาอยู่เมื่อครู่เดินยิ้มร่าเข้ามาพร้อมกับจียอล จากนั้นยุนโฮหันไปโค้งให้แม่บ้านอาวุโสน้ำใจงามน้อยๆ
"ขอบคุณนะฮะป้าจียอลที่บอกเบอร์จุนซูให้ผม แล้วก็อนุญาตให้ผมเดินเข้ามาเห็นโลมากำลังนอนอาบแดดอยู่ ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ นะฮะเนี่ยป้า"
"เหอะ!! ระวังพี่แจจุงรู้เข้าแล้วจะอาละวาดเถอะพี่ยุนโฮ" เจ้าของเสียงแหลมอดที่จะพูดอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ ดูท่าจะเข้ากันได้ดีเหลือเกินระหว่างพี่ยุนโฮกับป้าจียอลเนี่ย หัวเราะกันคิกคักก่อนที่จียอลจะปล่อยให้เจ้านายและเพื่อนของเจ้านายอีกคนอยู่ด้วยกันตามลำพังในสวนหลังบ้านนั่นเอง
"แล้วไงครับ กลัวจะสบายดีเกินไปหรือไงถึงได้มานอนตากแดดร้อนๆ แบบนี้น่ะฮึ"
จุนซูมองหน้ายุนโฮแล้วอย่างชั่งใจว่าจะเล่าความฝันที่เสมือนจริงนั้นให้อีกฝ่ายรับรู้ดีหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจสลัดความคิดนั้นออกไป
"เปล่าฮะ ผมแค่อ่านหนังสือแล้วเผลอหลับไป"
จำได้ว่ากำลังนอนคุยกับแม่บนฟ้าอยู่แล้วก็ผล็อยหลับไป โดยที่หนังสือก็ยังไม่ได้แตะสักตัวนะ คิม จุนซู!!
"ไม่เป็นไรแน่นะจุนซู" ยุนโฮเห็นท่าทางแปลกๆ ของอีกฝ่ายก็ทำให้ต้องถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"ครับ ไม่เป็นไร ขอบคุณฮะ ว่าแต่พี่ยุนโฮไม่ไปทำงานเหรอฮะวันนี้"
นี่มันเพิ่งจะสิบเอ็ดโมงกว่าเท่านั้นยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยงของงานด้วยซ้ำ ว่าแต่..เขาเผลอหลับไปแป๊บเดียวแต่ความฝันเหมือนจะเกิดขึ้นนานเป็นชั่วโมงขนาดนั้นเลยเหรอ
"พี่ลางานครึ่งวัน จะมาขอพาจุนซูไปเที่ยว"
เป็นอีกครั้งที่ตาเรียวต้องจ้องอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ ยุนโฮหัวเราะกับใบหน้ากลมที่มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ล้วงแผ่นกระดาษในกระเป๋าเสื้อมาส่งให้จุนซูพร้อมคำอธิบาย
"บริษัทเรากำลังไปเปิดบูทอยู่ พี่ก็เลยจะพาจุนซูไปดูพวกคอลเลคชั่นปัจจุบันของบริษัท แล้วก็อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ ด้วยทั้งพี่ทั้งจุนซู ไปด้วยกันนะฮะ"
คำชักชวนถูกส่งมาสมทบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูจึงเงยหน้าขึ้นมาจากโบรชัวร์งานแสดงสินค้าเครื่องประดับ ยุนโฮคงรู้ว่าเขาจะต้องเข้าไปทำงานในตำแหน่งดีไซเนอร์ของบริษัทถึงได้มาเอ่ยปากชวนให้ไปงานนี้ด้วยกัน และคงอยู่ในแผนการเรียนรู้งานของเขาด้วยหล่ะมั๊ง จุนซูจึงยิ้มหวานให้กับคนมีน้ำใจ แล้วพยักหน้า
“ไม่ปฏิเสธครับผม”

...ความใกล้ชิดกำเนิดความสัมพันธ์ สานต่อเป็นความผูกพัน...
ในบางครั้งเราก็หาคำตอบให้กับคำถามไม่ได้ว่า ทำไมต้องคอยห่วงใยใครคนหนึ่งที่บังเอิญได้พบกัน คนที่อยู่ใกล้แล้วรู้สึกเป็นสุข คิดร่วมกัน ทำทุกอยางร่วมกันได้อย่างราบรื่นจนน่าอัศจรรย์ใจ
...หรืออาจจะเป็นเพราะเราเคยได้ทำสิ่งนั้นร่วมกัน ได้รู้สึก ได้ผูกพันกันมา ผ่านกาลเวลานับร้อยนับพันปี ณ ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ เราเองอาจจะหลงลืมไปแล้วก็เป็นได้...
มันคงเป็นคำตอบที่เพ้อฝันหาความจริงมาพิสูจน์ไม่ได้เลยหากยุนโฮตอบแจจุงไปเช่นนั้น ในครั้งที่ถูกคาดคั้นเอาเหตุผลว่าทำไมถึงได้ห่วงหาอาทร คอยถามไถ่ถึงน้องชายของแจจุงซะเหลือเกิน ความรู้สึกลึกซึ้งเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงไม่นานนับตั้งแต่ได้พบหน้ากัน แต่กลับไม่ได้สร้างความรู้สึกวาบหวาม หวั่นไหวในแบบคนรัก หากมีเพียงแค่ความอบอุ่น อ่อนโยนเท่านั้นที่เต็มตื้นอยู่ในหัวใจ โดยไม่สามารถหาคำมาอธิบายได้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนกันแน่ แต่ทั้งเขาและจุนซูต่างก็พอใจที่จะปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น
ดวงตาคมเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของคนตัวเล็กอย่างเพลิดเพลิน ความชื่นชอบในสิ่งที่อยู่รอบตัวทำให้จุนซูมีความสุข ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำระรื่นหูพร้อมกับรอยยิ้มก็ถูกส่งมาให้กับคนที่เดินอยู่ข้างกายเช่นเขาเป็นระยะ คนสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทางที่แม้จะมีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดรำคาญ ต่างชี้ชวนกันดูโน่นดูนี่ บางครั้งก็หยุดซักถามหาข้อมูลในสิ่งที่ตนสนใจ จนเวลาล่วงเลยไปบ่ายคล้อยจวนจะเข้าช่วงเย็นยุนโฮจึงพาจุนซูออกมาจากศูนย์แสดงสินค้าพร้อมอาสาเลี้ยงข้าวมื้อเย็นก่อนกลับบ้าน
แต่ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่จะออกไปไหนมาไหนตามลำพังโดยไม่มีคนที่บ้านตามออกมาด้วยสำหรับจุนซูนั้นดูจะหาได้ยากเย็น ดังนั้นเจ้าตัวจึงอิดออดไม่ยอมให้อีกฝ่ายไปส่งบ้านได้ง่ายๆ และยุนโฮก็พร้อมที่จะตามใจโดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มาอธิบาย
Hyundai Veracruz สีเปลือกมังคุดจึงวิ่งมาจอดอยู่ข้างฟุตบาทหน้าสวนริมแม่น้ำฮันกัง ยุนโฮปลดล๊อคให้คนตัวเล็กเปิดประตูรถเดินลงไปก่อน กว่าที่เขาจะจัดการล๊อครถเรียบร้อยจุนซูก็ไปหยุดยืนมองวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเสียแล้ว ในช่วงเวลายามเย็น อากาศดีแบบนี้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวที่มาพบปะพูดคุย ครอบครัวที่พาลูกหลานมาออกกำลังกาย มือใหญ่เอื้อมไปแตะข้อศอกอีกฝ่ายให้หันกลับมา แล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้เดินไปอีกทางหนึ่งที่ดูจะเป็นมุมดูวิวที่ดีกว่าและไม่พลุกพล่านจากเด็กที่วิ่งไปมาเหมือนตรงนี้
“อยากทำอะไรไหม พี่หมายถึงไปเล่นฟุตบอล ตกปลาหรือจะเล่นเรือ จุนซูอยากเล่นอะไร” ยุนโฮถามอย่างมีน้ำใจ ในเมื่อสวนแห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาอยู่มากมายให้เลือกทำกิจกรรมได้ตามต้องการ แต่จุนซูกลับส่ายหัว
“ผมแค่อยากจะนั่งเล่นซึมซับบรรยากาศแค่นั้นเอง พี่ยุนโฮอย่าเพิ่งเบื่อผมนะ” ยุนโฮหัวเราะในลำคอให้กับแววตาและน้ำเสียงอ้อนหน่อยๆ แบบนั้นก่อนที่จะพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกัน
“หวังว่าวันนี้แจจุงจะไม่กลับบ้านเร็วจนจับได้ว่าพี่พาจุนซูมาเถลไถลจนกลับบ้านช้านะ” ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เรื่องราวมากมายจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาให้คนสองคนได้พูดคุยกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จวบจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงไฟในสวนถูกเปิดขึ้นมาทดแทนแสงสว่างจากธรรมชาติที่เหลือเพียงสีเหลืองนวลตาจากพระจันทร์และดวงดาวที่ระยิบระยับเท่านั้น
“กลับกันเถอะ ป่านนี้คุณพ่อของจุนซูคงรอแย่แล้วหล่ะ”
ยุนโฮลุกขึ้นก่อนแล้วยื่นมือให้จุนซูจับเพื่อทรงตัวลุกขึ้นยืน จังหวะที่จุนซูกำลังก้มหน้าก้มตาปัดฝุ่นที่กางเกงของตัวเองอยู่นั้น เด็กชายหญิงสองคนก็เล่นโรลเลอร์เบรดวิ่งเข้ามาปะทะกับเขาอย่างจังจนเซถลา และคงจะล้มไปแล้วหากไม่มีอ้อมแขนแข็งแกร่งของยุนโฮมาช่วยประคองไว้...วินาทีที่ร่างกายได้สัมผัสกัน จุนซูก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านเข้ามาในร่างกาย หูอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงขอโทษขอโพยจากเด็กทั้งสองคนและผู้ปกครองที่วิ่งตามมา...เสี้ยววินาทีนั้นพลันเกิดเป็นภาพและเสียงเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาในสมองอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อ๊ะ~~ อุปป้าเอาตุ๊กตาของเรซูคืนมานะ”
“ไม่ให้ อยากได้ก็มาเอาคืนเองสิ ยัยขาสั้น แบร่~~”
“อ๊า..เจคยองอุปป้า!! เอาของเค้าคืนมานะ ไม่งั้นเค้าจะฟ้องแม่!!”
“ไม่คืน บอกแล้วไงอยากได้ก็วิ่งมาเอาคืนไปเอง วู้ว…”
“จุนซู จุนซูครับ” เสียงทุ้มเรียกอยู่ข้างหูพร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ทำให้จุนซูรู้สึกตัว เงยหน้ามองคนเรียกด้วยแววตาตระหนก ยุนโฮจึงแปลความหมายว่าอีกฝ่ายกำลังตกใจหรือว่าอาจจะได้รับบาดเจ็บ
“เจ็บหรือครับ ตรงไหน ขาหรือเปล่า เมื่อกี้พี่เห็นเราขัดขาตัวเองนี่ตอนที่ล้ม ให้พี่ดูหน่อยนะครับ” ย่อตัวลงเตรียมที่จะสำรวจข้อเท้าอย่างที่บอกจริงจนจุนซูต้องรีบจับแขนไว้เป็นการห้าม
“ไม่เป็นไรครับพี่ยุนโฮ ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะฮะ”
“แน่ใจนะ เด็กสองคนนั้นก็จริงๆ เลย เล่นอะไรไม่ระวัง ไม่เห็นเลยหรือไงว่ามีคนยืนอยู่ทั้งคน” ถามย้ำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นอะไรจริง พร้อมกับบ่นอย่างไม่พอใจ
“ช่างเขาเถอะพี่ยุนโฮ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แล้วสถานที่แบบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหล่ะ ผมเองก็ไม่ทันได้ระวังเหมือนกัน ไปเถอะฮะ กลับบ้านเถอะนะ” จุนซูตัดบทเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น ยุนโฮบ่นอีกสองสามคำอย่างอดไม่ได้ก่อนจะรีบเดินตามจุนซูที่นำหน้าไปก่อนแล้ว

รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงรถรอดพ้นการเสียดสีกับเสาปูนได้อย่างเฉียดฉิว เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มตามอารมณ์ของคนขับดับลงก่อนที่แจจุงจะก้าวลงมาในสภาพเซนิดๆ ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ใบหน้าสวยนั้นบึ้งสนิท ตากลมโตมองเห็นไฟในบ้านยังเปิดอยู่อย่างสลัวลาง ส่ายหัวขับไล่ความมึนงงอีกครั้งก็เห็นได้ชัดเจนว่าแสงที่สว่างนั้นมาจากห้องนั่งเล่นนั่นเอง
“ป๊าตื่นหรือเปล่าวะ ขืนใช่ล่ะก็โดนบ่นหูชาแหงๆ กลับไปนอนคอนโดดีกว่าไหมหว่า” ยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่อย่างชั่งใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปที่รถอีกครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่จุนซูเปิดประตูออกมาพอดี
“พี่แจจุงทำไมไม่เข้าบ้านล่ะฮะ”
“จุนซู!!...แฮ่~..” หันกลับมายิ้มแหยๆ ให้กับน้องชาย “พี่คิดว่าป๊าตื่นซะอีก กำลังจะเผ่นกลับไปนอนคอนโดอยู่เนี่ย ขี้เกียจฟังป๊าบ่น”
“ป๊าหลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เค้าไม่อยู่รอพี่หรอกน่า นึกว่าพี่จะไม่กลับด้วยซ้ำ”
“แล้วทำไมเรายังไม่นอนล่ะ นี่มันจะตีสองแล้ว”
“รู้เวลาเหมือนกันนี่ฮะ นึกว่าพระอาทิตย์ไม่ขึ้นแล้วจะดูเวลาไม่เป็นซะอีก” น้องชายแอบกัดพี่ตัวดีไปหนึ่งครั้งด้วยอาการหมั่นไส้ รู้อยู่หรอกว่าออกไปเที่ยว แต่กลับมาแล้วทำเสียงรถดังรบกวนใครต่อใครแบบนี้ดูท่าจะไม่ไหวแจจุงหน้ายู่เมื่อโดนน้องชายบ่นก่อนจะหันเหความสนใจโดยการดันไหล่ให้เดินเข้าบ้านไปพร้อมกัน
“จะนอนหรือยัง พี่อยากดื่มอะไรอุ่นๆ สักแก้ว จุนซูทำให้ก่อนได้ไหม พี่จะขอขึ้นไปอาบน้ำแล้วจะลงมา”
“เดี๋ยวผมเอาไปให้บนห้องก็ได้ พี่แจจุง คืนนี้ผมขอไปนอนด้วยนะ นอนคนเดียวแล้วนอนไม่หลับ” บอกแล้วก็เดินเลี่ยงไปทางครัวจัดการเครื่องดื่มตามที่พี่ชายต้องการทันที แจจุงรับคำเบาๆ ก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดไป
.
.
.
“วาดอะไรน่ะจุนซู” ชะโงกหน้าเข้ามาดูกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ที่น้องชายกำลังใช้ดินสอตวัดให้เป็นภาพอยู่อย่างตั้งใจ
“นางในฝัน” คำตอบสั้นๆ แต่ทำเอาคนฟังต้องเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“พี่ไม่ยักกะรู้ว่าเราชอบผู้หญิงอายุมากกว่า” ฝีมือเด็กศิลป์อย่างจุนซูสร้างสรรค์งานให้สวยสมจริงได้ไม่ยาก แต่ดูยังไงแจจุงก็ยังมองไม่เห็นถึงความเยาว์วัยของบุคคลในภาพ ถึงจะดูสวยสง่าแต่ก็ไม่เหมือนสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันสักนิด แล้วอย่างนี้จะให้เขาคิดยังไงได้ นอกจากน้องชายตัวเองชอบคนแก่!!
“พี่แจจุง!! มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” ก่อนที่ความคิดของแจจุงจะเตลิดเสียงแหลมก็ร้องอย่างขัดใจขึ้นมาซะก่อน ใบหน้ากลมใสตีหน้ายุ่ง
“เขาอยู่ในความฝันของผม ผมฝันเห็นเขา..ช่างเถอะ ผมก็วาดเล่นๆ ไปอย่างนั้นแหล่ะ” พยายามหาคำอธิบายมาให้พี่ชายได้เข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรไม่ได้มากกว่านี้จึงตัดบทไป ภาพของผู้หญิงที่เขาฝันเห็นเมื่อกลางวันยังติดตาไม่ยอมเลือนหายไปเสียที หลับตาก็ยังคงเห็นภาพแห่งความฝันนั้นได้ชัดเจน ดวงหน้าเศร้า นัยน์ตาโศก เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนแต่จนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออก ความรู้สึกนั้นรบกวนจิตใจจนต้องลุกขึ้นมานั่งวาดรูปเล่นให้เพลิน แต่ไปๆ มาๆ ก็ออกมาเป็นรูปของคนในความฝันจนได้
“จุนซู” เสียงเรียกแบบเคร่งเครียดทำให้จุนซูต้องเงยหน้าขึ้นมาจากสิ่งที่ทำอยู่มามองพี่ชาย “นายคนนั้น..เขากลับมาทำไม”
“ใคร..ยูชอนเหรอฮะ?” ตาโตตวัดมองน้องชายอย่างเคืองแค้นเมื่อชื่อต้องห้ามนั้นหลุดออกมาให้ได้ยิน จุนซูหัวเราะก่อนจะจัดการเก็บอุปกรณ์วาดรูปลงข้างเตียงแล้วเอนตัวลงนอน
“ไหนยูชอนบอกว่าบอกพี่แล้วว่าเขากลับมาทำไม”
“กลับมาตามหาหัวใจ..” …ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ...
“นายคิดว่าคำพูดของนายคนนั้นจะเชื่อถือได้สักเท่าไหร่เชียว”
“ผมตอบแทนหัวใจของพี่ไม่ได้หรอกฮะ พี่ก็ลองถามหัวใจตัวเองดูแล้วกันว่าพี่จะเชื่อเขาได้อีกสักครั้งไหม”
“................”
“ผมนอนแล้วนะ *กูท-เอ นาคท์นะฮะ” จุนซูบอกเมื่อเห็นพี่ชายนิ่งเงียบไปนาน เขาไม่อยากให้พี่ชายรีบร้อนตอบคำถามนั้นเมื่อยังไม่แน่ใจ ปล่อยให้เวลาเป็นสิ่งพิสูจน์คงจะดีที่สุดสำหรับคนคู่นี้
“อืม *จัลจาโยนะ” เลื่อนผ้าห่มให้มาคลุมทั้งตัวเขาและจุนซูเอาไว้ จุนซูหลับตาลงแล้วแต่เขายังคงนอนมองเพดานความคิดล่องลอยไป เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงเข้ามาฉายซ้ำในสมองอีกครั้ง
.
.
.
บรรยากาศในคลับหรูของบรรดาเหล่าไฮโซ ยิ่งดึกลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งหลายก็ยิ่งคึก เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มผสมผสานไปกับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อารมณ์ของใครหลายๆ คนเตลิดได้สุดกู่ มุมหนึ่งของร้าน โซฟาสีแดงเพลิงกำลังรองรับอารมณ์ใคร่ของสองร่างที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างไม่สนใจใคร ความปรารถนาในกายแล่นพล่านทั่วร่าง ผิวสัมผัสแนบร้อนระอุ ริมฝีปากประกบดูดดื่ม เรียวลิ้นและปลายนิ้วช่ำชองตวัดก่ายกอดปรนเปรอให้กันและกันอย่างร้อนรุ่มรุนแรงไปตามจังหวะเร้าเร่งของท่วงทำนองเพลง และคงจะเลยเถิดเกิดเป็นฉากอนาจารระคายสายตาขึ้นมาหากไม่มีมือของใครคนหนึ่งกระชากคนทั้งสองให้แยกออกจากกัน
“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ย!! ใครวะ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนดีหรอก ปล่อยนะโว้ย บอกให้ปล่อยไงเล่า!!” คิมแจจุงทั้งดิ้นทั้งถีบ ปากก็ก่นด่าคนที่กล้ามาขัดขวางความสุขของเขาอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ได้ทำให้อีกคนสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ยังคงลากกึ่งจูงกันมาจนถึงห้องน้ำที่กำลังปลอดคนจนได้
“เดี๋ยวนี้ทำตัวแบบนี้แล้วหรือไง ห๊ะ!!” เสียงตะคอกอย่างไม่ดังนักแต่ก็เกรี้ยวกราด ทำให้แจจุงสะดุ้งได้สุดตัว แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครอารมณ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธทันที
“ไมใช่เรื่องอะไรของนาย ถอยไป!!”ผลักคนตรงหน้าจนเซถอยหลังไปแล้วเตรียมจะเดินหนีแต่ก็ถูกล๊อคตัวไว้กับผนังด้วยมือทั้งสองข้างที่บีบไหล่บอบบางนั้นอย่างแรง
“เจ็บ ปล่อยนะยูชอน!!”
“จะกลับไปหาแม่สาวคนนั้นอีกงั้นสิ ลืมไปแล้วหรือไงว่านาย..เป็น..ของ..ใคร ถ้าลืมจะได้รื้อฟื้นให้” เพียงแค่คิดว่าคนตรงหน้าจะกลับไปหาใครและทำอะไรให้เห็นอีกบ้างยูชอนก็แทบทนไม่ไหว จากการตัดสินใจสะกดรอยตามมาตั้งแต่บริษัทจนถึงสถานที่แห่งนี้ แค่หวังว่าจะได้มีโอกาสพูดคุยปรับความเข้าใจกันดีๆ ก็กลายเป็นถ้อยคำแสบสันต์และการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บช้ำ
ริมฝีปากที่ยังบวมเจ่อจากจูบอันเร่าร้อนกับผู้หญิงถูกยูชอนประกบลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง แจจุงสะบัดหน้าหนีแต่ก็ถูกมือใหญ่จับประคองให้กลับมารับสัมผัสที่ไม่มีความอ่อนโยนนั้นเลยครั้งแล้วครั้งเล่า ลิ้นกระหวัดเข้าไปช่วงชิงความหวานจากภายในโพรงปากนั้นอย่างย่ามใจ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนปรน แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนเมื่ออีกฝ่ายสงบลงบ้างเล็กน้อย สัมผัสที่เคยคุ้น ความรู้สึกที่โหยหาทำให้ทั้งคู่เผลอไผลปล่อยใจให้ล่องลอยไปอย่างไร้การควบคุม จนกระทั่งมือบางตีลงไปที่ไหล่หนานั้นหลายๆ ทีเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะขาดอากาศหายใจ
ยูชอนผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ลิ้นละเลียดความอ่อนหวานจากริมฝีปากนุ่มนั้นอีกครั้งอย่างอ่อนโยน แจจุงหายใจหอบเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำปิดแน่นเพื่อกลั้นน้ำตาที่กำลังคลอหน่วยไม่ให้ไหลลงมาให้ขายหน้าอีกคน นิ้วหนาลูบไล้ใบหน้าหวานนั้นเบาๆ ดันคางเล็กให้เชิดขึ้นก่อนที่จะเอ่ยเสียงแผ่ว
“แจ...อย่าทำแบบนั้นอีกเลยนะ เรายังรักกันอยู่..ผมรู้ เรากลับมารักกันอีกครั้งนะคนดี ได้ไหม ผมรักคุณนะแจจุง”
เพี๊ยะ!!
ฝ่ามือบางตวัดมือลงบนใบหน้ายูชอนอย่างแรงจนหน้าหัน แจจุงตัวสั่นด้วยความโกรธ สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดนูน ริมฝีปากเม้มแน่นจนซีดขาว จ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะอยากจะฆ่าจะแกงให้อีกฝ่ายตายลงซะตรงนี้ มือเรียวถูกยกขึ้นมาเช็ดปากแรงๆ อย่างไม่กลัวว่าจะเกิดแผล ก่อนที่จะสะบัดมือฟาดไปที่ใบหน้ายูชอนอีกครั้ง
เพี๊ยะ!!
“สำหรับคำพูดพล่อยๆ และการกระทำชั่วๆ ของนายไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน” ผลักคนตรงหน้าจนล้มลงไปนั่งอยู่กับพื้นอย่างแรง
“คนอย่างคิมแจจุง ถ้าไม่ใช่คนสำคัญแค่เพียงหนึ่งเดียว ก็ไม่ต้องการเป็นของใคร จำไว้!!”
.
.
.
“คนอย่างนาย รักใครเป็นด้วยเหรอ ปาร์ค ยูชอน” แจจุงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะข่มตาลงจนกระทั่งหลับไปในที่สุด
~To Be Continue~
*กูท-เอ นาคท์ ราตรีสวัสดิ์ ภาษาเยอรมัน
*จัลจาโย ราตรีสวัสดิ์ ภาษาเกาหลี
"อ๊า...อากาศดีจังเลย~~"
จุนซูสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างเต็มที่ ก่อนจะวางสัมภาระไว้บนโต๊ะเหล็กสีขาวลวดลายสวยงาม แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าของสักนิด เพราะเจ้าตัวกำลังจัดการปูเสื่อลงบนพื้นหญ้านุ่ม สวนหลังบ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมสร้างร่มเงาทำให้แสงแดดพาดผ่านเข้ามาได้ไม่มากนัก ไม้ดอกไม้ประดับพุ่มเล็กพุ่มน้อยถูกจัดแต่งอย่างสวยงามเสริมให้เกิดความเย็นฉ่ำแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนได้อย่างเชื่องช้ายิ่งนัก เมื่อจัดการปูผ้าผืนใหญ่ทับเสื่อไว้อีกชั้นและวางหมอนลงบนตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้วก็เอนตัวนอนหงายลงบนเสื่อทันที สายลมพะพริ้วอยู่รอบกาย ริมฝีปากอิ่มยิ้มแย้มอย่างมีความสุข จนต้องส่งเสียงผ่านสายลมหวังจะให้ส่งไปถึงคนสำคัญที่มองดูเขาอยู่บนฟากฟ้า
"แม่ครับ ผมว่าอยู่บ้านเราเนี่ยมีความสุขมากที่สุดแล้วล่ะเนอะ แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหมครับ ผมมีความสุขมาก แล้วแม่ล่ะครับ อยู่บนฟ้า แม่มีความสุขไหมครับ ยังมองผมกับป๊า แล้วก็พี่แจจุงอยู่หรือเปล่า" สายลมเย็นพัดพากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้มาแตะจมูกราวกับเป็นคำตอบรับจากคนบนฟ้า
“ผมคิดถึงแม่นะครับ”
.
.
.
.
สายลมที่โอบล้อมรอบตัวให้ความรู้สึกเย็นมากขึ้นจนหนาว จุนซูขยับตัววาดมือมาโอบกอดตัวเองไว้ นอนขดตัวงอเพื่อหนีอากาศหนาวเย็นที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โสตประสาทรับรู้ถึงเสียงประหลาดดังแว่วมาจากที่ห่างไกล คิดจะปล่อยเลยไปแต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับว่ามันดังอยู่ในหัวเขาก็ไม่ปาน จนเมื่อรู้สึกทนไม่ไหวจึงตัดสินใจลุกขึ้นทันที หวังที่จะเดินไปหาต้นตอของเสียงที่มารบกวนเวลาพักผ่อนอันแสนสุขของเขา แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อมองไปรอบๆ ตัวก็พบกับความเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้สวยงามที่อยู่รอบตัวก่อนหน้านี้กลายเป็นไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ รวมไปถึงสนามหญ้านุ่มที่ใช้เป็นที่รองรับร่างนิ่มของเขาเมื่อสักครู่นี้ก็กลายเป็นทะเลหมอกที่หนาวเย็นไปในพริบตา จุนซูมองไปรอบๆ อย่างรู้สึกกลัวเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
"ฮือ..ฮือ"
เสียงประหลาดที่เขาได้ยินไม่ชัดในตอนแรก บัดนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งเต็มสองหู เสียงร่ำไห้ของผู้หญิงที่คิดว่าคงอยู่ไม่ห่างไกลจากตรงที่เขายืนอยู่นี้สักเท่าไหร่นัก
"เสียงใครน่ะ" ส่งเสียงตะโกนถามออกไป
"ลูก..ลูกแม่ ฮือ~"
"ใครน่ะ แม่ แม่เหรอครับ" ขาเรียวก้าวยาวๆ เข้าไปในกลุ่มหมอกที่หนาทึบและเมื่อยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งหนาวเย็นจับใจ
"แม่อยู่ไหนครับ แล้วร้องไห้ทำไมฮะ" เสียงเพรียกหาที่คุ้นเคยเร่งเร้าให้จุนซูรีบวิ่งผ่านม่านหมอกที่ลดทอนการมองเห็นในขณะนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปพบกับมารดาที่ระลึกถึงอยู่ทุกลมหายใจ
ท้ายที่สุดดวงตาก็สามารถเห็นภาพได้ตรงหน้าได้กระจ่างขึ้นเมื่อผ่านพ้นหมอกหนา ปรากฏภาพผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดฮันบกสีขาวนั่งบนม้านั่งตัวยาว แต่หาใช่แม่ของเขาอย่างที่เข้าใจแต่แรกไม่
'ใครกันนะ คุ้นตาเหลือเกิน แต่ทำไมนึกไม่ออกสักทีว่าเคยเจอกันที่ไหน'
ลักษณะท่าทางที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน แม้วัยจะร่วงโรยไปมาก หากแต่ความสง่างามในบุคลิกก็ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา จุนซูพยายามใช้สมองอย่างหนักในการรำลึกให้ได้ว่าเคยรู้จักกับผู้หญิงคนนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ประมวลผลออกมาแค่ว่าจำไม่ได้เสียทุกครั้ง แม้ความรู้สึกจะบอกว่าคุ้นเคยมากแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ต้องหยุดความคิดทุกอย่างลงเมื่อมองเห็นไหล่บอบบางนั่นลู่ลงและกำลังสั่นไหวอย่างหนักด้วยแรงสะอื้น จึงต้องถามออกไปอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
"คุณครับ เป็นอะไรเหรอครับ ผมช่วยอะไรคุณได้บ้างไหม"
ดูเหมือนว่าเสียงของจุนซูจะส่งไปไม่ถึง เพราะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมานอกจากการร้องไห้ เขาจึงตัดสินใจก้าวขาออกไปข้างหน้าเพื่อหวังว่าจะได้เข้าไปถามไถ่ ปลอบประโลมคนที่กำลังเศร้าโศก แต่แล้วก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่ เมื่อทะเลหมอกเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นผืนน้ำสีน้ำเงินกว้างใหญ่สุดสายตาขวางกั้นระหว่างเขากับอีกคนเอาไว้ ตาเรียวเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก สายน้ำสีประหลาดค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอย่างช้าๆ และไหลท้นมาทางเขาทีละนิดๆ ทำให้เท้าเล็กต้องก้าวถอยหนีอย่างรวดเร็ว เหลียวมองไปรอบตัวอย่างเลิ่กลั่ก เมื่อเงยหน้ามองหาคนที่นั่งบนม้านั่งอยู่ก็พบว่าได้มายืนอยู่ที่ริมน้ำนั้นแล้ว สายน้ำสีน้ำเงิน สีแห่งความเศร้า รองรับน้ำตาที่รินไหลราวกับไม่รู้ว่าจะเหือดแห้งไปเมื่อใด แววตาเศร้าคู่นั้นมองลงมายังเงาสะท้อนบนผืนน้ำ เมื่อสายน้ำเปลี่ยนเป็นสีเลือดเสียงร่ำไห้ก็ยิ่งดังก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศ ริมฝีปากพึมพำด้วยน้ำเสียงเพียงแผ่วเบาหากแต่จุนซูกลับได้ยินมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าสิ่งใดในขณะนี้
"ลูกแม่..แม่คิดถึงเหลือเกิน..ลูกจ๋า"
.
.
.
.
~~ R R R R R~~
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นปลุกให้จุนซูสะดุ้งลุกขึ้นมาอย่างตกใจ กระพริบตาถี่ๆ อีกครั้งเพื่อปรับสภาพ ทะเลหมอกที่โอบล้อมเขาไว้เมื่อสักครู่กลับกลายมาเป็นสวนหลังบ้านที่เขาเอาเสื่อมาปูนอนเล่นดั่งเดิมแล้ว อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นกว่าเดิมไม่หนาวเย็นเหมือนอยู่ในทะเลหมอกนั่น
'ความฝันหรอกเหรอ'
เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กที่วางอยู่ใกล้ตัวยังแผดเสียงเรียกร้องให้เจ้าของรับเสียที จุนซูหยิบขึ้นมาแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอไม่คุ้ยเคย แต่ดูเหมือนว่าคนโทรมาจะไม่ละความพยายามเมื่อสายตัดไปแล้วรอบหนึ่งก็กดโทรใหม่อีกครั้ง จุนซูจึงตัดสินใจกดรับ
"สวัสดีครับ"
"จุนซู ทำอะไรอยู่ครับ"
"ครับ?? นั่นใครฮะ??"
"พี่ยุนโฮเองครับผม"
เสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะเบาๆ ตอบกลับมายิ่งทำให้จุนซูงงเข้าไปใหญ่ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่รู้จักกันที่พี่ยุนโฮโทรหาเขา แล้วได้เบอร์เขามาจากไหน พี่แจจุงเหรอ? เป็นไปได้ยังไงในเมื่อพี่แจจุงทั้งหวงทั้งห่วงเขาจะตายไป
"ว่าไงครับ ตกลงว่าจุนซูกำลังทำอะไรอยู่ พี่โทรมารบกวนเวลาหรือเปล่า"
"ไม่ ไม่ครับ ไม่กวนเลย ผม เอ่อ ผม อ้อ ผมกำลังนอนเล่นน่ะฮะ ไม่ได้ทำอะไรหรอก"
"อ๋อ นอนเล่นกลางแดดเป็นโลมาตากแห้งใช่ไหมฮะ"
"ห๊ะ??"
จุนซูอุทานด้วยความพิศวง ก่อนจะแปรเป็นความเข้าใจในทันทีเมื่อเห็นเจ้าของเสียงที่คุยโทรศัพท์กับเขาอยู่เมื่อครู่เดินยิ้มร่าเข้ามาพร้อมกับจียอล จากนั้นยุนโฮหันไปโค้งให้แม่บ้านอาวุโสน้ำใจงามน้อยๆ
"ขอบคุณนะฮะป้าจียอลที่บอกเบอร์จุนซูให้ผม แล้วก็อนุญาตให้ผมเดินเข้ามาเห็นโลมากำลังนอนอาบแดดอยู่ ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ นะฮะเนี่ยป้า"
"เหอะ!! ระวังพี่แจจุงรู้เข้าแล้วจะอาละวาดเถอะพี่ยุนโฮ" เจ้าของเสียงแหลมอดที่จะพูดอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ ดูท่าจะเข้ากันได้ดีเหลือเกินระหว่างพี่ยุนโฮกับป้าจียอลเนี่ย หัวเราะกันคิกคักก่อนที่จียอลจะปล่อยให้เจ้านายและเพื่อนของเจ้านายอีกคนอยู่ด้วยกันตามลำพังในสวนหลังบ้านนั่นเอง
"แล้วไงครับ กลัวจะสบายดีเกินไปหรือไงถึงได้มานอนตากแดดร้อนๆ แบบนี้น่ะฮึ"
จุนซูมองหน้ายุนโฮแล้วอย่างชั่งใจว่าจะเล่าความฝันที่เสมือนจริงนั้นให้อีกฝ่ายรับรู้ดีหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจสลัดความคิดนั้นออกไป
"เปล่าฮะ ผมแค่อ่านหนังสือแล้วเผลอหลับไป"
จำได้ว่ากำลังนอนคุยกับแม่บนฟ้าอยู่แล้วก็ผล็อยหลับไป โดยที่หนังสือก็ยังไม่ได้แตะสักตัวนะ คิม จุนซู!!
"ไม่เป็นไรแน่นะจุนซู" ยุนโฮเห็นท่าทางแปลกๆ ของอีกฝ่ายก็ทำให้ต้องถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"ครับ ไม่เป็นไร ขอบคุณฮะ ว่าแต่พี่ยุนโฮไม่ไปทำงานเหรอฮะวันนี้"
นี่มันเพิ่งจะสิบเอ็ดโมงกว่าเท่านั้นยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยงของงานด้วยซ้ำ ว่าแต่..เขาเผลอหลับไปแป๊บเดียวแต่ความฝันเหมือนจะเกิดขึ้นนานเป็นชั่วโมงขนาดนั้นเลยเหรอ
"พี่ลางานครึ่งวัน จะมาขอพาจุนซูไปเที่ยว"
เป็นอีกครั้งที่ตาเรียวต้องจ้องอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ ยุนโฮหัวเราะกับใบหน้ากลมที่มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ล้วงแผ่นกระดาษในกระเป๋าเสื้อมาส่งให้จุนซูพร้อมคำอธิบาย
"บริษัทเรากำลังไปเปิดบูทอยู่ พี่ก็เลยจะพาจุนซูไปดูพวกคอลเลคชั่นปัจจุบันของบริษัท แล้วก็อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ ด้วยทั้งพี่ทั้งจุนซู ไปด้วยกันนะฮะ"
คำชักชวนถูกส่งมาสมทบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูจึงเงยหน้าขึ้นมาจากโบรชัวร์งานแสดงสินค้าเครื่องประดับ ยุนโฮคงรู้ว่าเขาจะต้องเข้าไปทำงานในตำแหน่งดีไซเนอร์ของบริษัทถึงได้มาเอ่ยปากชวนให้ไปงานนี้ด้วยกัน และคงอยู่ในแผนการเรียนรู้งานของเขาด้วยหล่ะมั๊ง จุนซูจึงยิ้มหวานให้กับคนมีน้ำใจ แล้วพยักหน้า
“ไม่ปฏิเสธครับผม”

...ความใกล้ชิดกำเนิดความสัมพันธ์ สานต่อเป็นความผูกพัน...
ในบางครั้งเราก็หาคำตอบให้กับคำถามไม่ได้ว่า ทำไมต้องคอยห่วงใยใครคนหนึ่งที่บังเอิญได้พบกัน คนที่อยู่ใกล้แล้วรู้สึกเป็นสุข คิดร่วมกัน ทำทุกอยางร่วมกันได้อย่างราบรื่นจนน่าอัศจรรย์ใจ
...หรืออาจจะเป็นเพราะเราเคยได้ทำสิ่งนั้นร่วมกัน ได้รู้สึก ได้ผูกพันกันมา ผ่านกาลเวลานับร้อยนับพันปี ณ ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ เราเองอาจจะหลงลืมไปแล้วก็เป็นได้...
มันคงเป็นคำตอบที่เพ้อฝันหาความจริงมาพิสูจน์ไม่ได้เลยหากยุนโฮตอบแจจุงไปเช่นนั้น ในครั้งที่ถูกคาดคั้นเอาเหตุผลว่าทำไมถึงได้ห่วงหาอาทร คอยถามไถ่ถึงน้องชายของแจจุงซะเหลือเกิน ความรู้สึกลึกซึ้งเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงไม่นานนับตั้งแต่ได้พบหน้ากัน แต่กลับไม่ได้สร้างความรู้สึกวาบหวาม หวั่นไหวในแบบคนรัก หากมีเพียงแค่ความอบอุ่น อ่อนโยนเท่านั้นที่เต็มตื้นอยู่ในหัวใจ โดยไม่สามารถหาคำมาอธิบายได้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนกันแน่ แต่ทั้งเขาและจุนซูต่างก็พอใจที่จะปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น
ดวงตาคมเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของคนตัวเล็กอย่างเพลิดเพลิน ความชื่นชอบในสิ่งที่อยู่รอบตัวทำให้จุนซูมีความสุข ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำระรื่นหูพร้อมกับรอยยิ้มก็ถูกส่งมาให้กับคนที่เดินอยู่ข้างกายเช่นเขาเป็นระยะ คนสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทางที่แม้จะมีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดรำคาญ ต่างชี้ชวนกันดูโน่นดูนี่ บางครั้งก็หยุดซักถามหาข้อมูลในสิ่งที่ตนสนใจ จนเวลาล่วงเลยไปบ่ายคล้อยจวนจะเข้าช่วงเย็นยุนโฮจึงพาจุนซูออกมาจากศูนย์แสดงสินค้าพร้อมอาสาเลี้ยงข้าวมื้อเย็นก่อนกลับบ้าน
แต่ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่จะออกไปไหนมาไหนตามลำพังโดยไม่มีคนที่บ้านตามออกมาด้วยสำหรับจุนซูนั้นดูจะหาได้ยากเย็น ดังนั้นเจ้าตัวจึงอิดออดไม่ยอมให้อีกฝ่ายไปส่งบ้านได้ง่ายๆ และยุนโฮก็พร้อมที่จะตามใจโดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มาอธิบาย
Hyundai Veracruz สีเปลือกมังคุดจึงวิ่งมาจอดอยู่ข้างฟุตบาทหน้าสวนริมแม่น้ำฮันกัง ยุนโฮปลดล๊อคให้คนตัวเล็กเปิดประตูรถเดินลงไปก่อน กว่าที่เขาจะจัดการล๊อครถเรียบร้อยจุนซูก็ไปหยุดยืนมองวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเสียแล้ว ในช่วงเวลายามเย็น อากาศดีแบบนี้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวที่มาพบปะพูดคุย ครอบครัวที่พาลูกหลานมาออกกำลังกาย มือใหญ่เอื้อมไปแตะข้อศอกอีกฝ่ายให้หันกลับมา แล้วพยักหน้าเป็นเชิงให้เดินไปอีกทางหนึ่งที่ดูจะเป็นมุมดูวิวที่ดีกว่าและไม่พลุกพล่านจากเด็กที่วิ่งไปมาเหมือนตรงนี้
“อยากทำอะไรไหม พี่หมายถึงไปเล่นฟุตบอล ตกปลาหรือจะเล่นเรือ จุนซูอยากเล่นอะไร” ยุนโฮถามอย่างมีน้ำใจ ในเมื่อสวนแห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาอยู่มากมายให้เลือกทำกิจกรรมได้ตามต้องการ แต่จุนซูกลับส่ายหัว
“ผมแค่อยากจะนั่งเล่นซึมซับบรรยากาศแค่นั้นเอง พี่ยุนโฮอย่าเพิ่งเบื่อผมนะ” ยุนโฮหัวเราะในลำคอให้กับแววตาและน้ำเสียงอ้อนหน่อยๆ แบบนั้นก่อนที่จะพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกัน
“หวังว่าวันนี้แจจุงจะไม่กลับบ้านเร็วจนจับได้ว่าพี่พาจุนซูมาเถลไถลจนกลับบ้านช้านะ” ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เรื่องราวมากมายจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาให้คนสองคนได้พูดคุยกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จวบจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงไฟในสวนถูกเปิดขึ้นมาทดแทนแสงสว่างจากธรรมชาติที่เหลือเพียงสีเหลืองนวลตาจากพระจันทร์และดวงดาวที่ระยิบระยับเท่านั้น
“กลับกันเถอะ ป่านนี้คุณพ่อของจุนซูคงรอแย่แล้วหล่ะ”
ยุนโฮลุกขึ้นก่อนแล้วยื่นมือให้จุนซูจับเพื่อทรงตัวลุกขึ้นยืน จังหวะที่จุนซูกำลังก้มหน้าก้มตาปัดฝุ่นที่กางเกงของตัวเองอยู่นั้น เด็กชายหญิงสองคนก็เล่นโรลเลอร์เบรดวิ่งเข้ามาปะทะกับเขาอย่างจังจนเซถลา และคงจะล้มไปแล้วหากไม่มีอ้อมแขนแข็งแกร่งของยุนโฮมาช่วยประคองไว้...วินาทีที่ร่างกายได้สัมผัสกัน จุนซูก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านเข้ามาในร่างกาย หูอื้ออึงไม่ได้ยินเสียงขอโทษขอโพยจากเด็กทั้งสองคนและผู้ปกครองที่วิ่งตามมา...เสี้ยววินาทีนั้นพลันเกิดเป็นภาพและเสียงเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาในสมองอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อ๊ะ~~ อุปป้าเอาตุ๊กตาของเรซูคืนมานะ”
“ไม่ให้ อยากได้ก็มาเอาคืนเองสิ ยัยขาสั้น แบร่~~”
“อ๊า..เจคยองอุปป้า!! เอาของเค้าคืนมานะ ไม่งั้นเค้าจะฟ้องแม่!!”
“ไม่คืน บอกแล้วไงอยากได้ก็วิ่งมาเอาคืนไปเอง วู้ว…”
“จุนซู จุนซูครับ” เสียงทุ้มเรียกอยู่ข้างหูพร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ทำให้จุนซูรู้สึกตัว เงยหน้ามองคนเรียกด้วยแววตาตระหนก ยุนโฮจึงแปลความหมายว่าอีกฝ่ายกำลังตกใจหรือว่าอาจจะได้รับบาดเจ็บ
“เจ็บหรือครับ ตรงไหน ขาหรือเปล่า เมื่อกี้พี่เห็นเราขัดขาตัวเองนี่ตอนที่ล้ม ให้พี่ดูหน่อยนะครับ” ย่อตัวลงเตรียมที่จะสำรวจข้อเท้าอย่างที่บอกจริงจนจุนซูต้องรีบจับแขนไว้เป็นการห้าม
“ไม่เป็นไรครับพี่ยุนโฮ ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะฮะ”
“แน่ใจนะ เด็กสองคนนั้นก็จริงๆ เลย เล่นอะไรไม่ระวัง ไม่เห็นเลยหรือไงว่ามีคนยืนอยู่ทั้งคน” ถามย้ำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นอะไรจริง พร้อมกับบ่นอย่างไม่พอใจ
“ช่างเขาเถอะพี่ยุนโฮ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แล้วสถานที่แบบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหล่ะ ผมเองก็ไม่ทันได้ระวังเหมือนกัน ไปเถอะฮะ กลับบ้านเถอะนะ” จุนซูตัดบทเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น ยุนโฮบ่นอีกสองสามคำอย่างอดไม่ได้ก่อนจะรีบเดินตามจุนซูที่นำหน้าไปก่อนแล้ว

รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงรถรอดพ้นการเสียดสีกับเสาปูนได้อย่างเฉียดฉิว เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มตามอารมณ์ของคนขับดับลงก่อนที่แจจุงจะก้าวลงมาในสภาพเซนิดๆ ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ใบหน้าสวยนั้นบึ้งสนิท ตากลมโตมองเห็นไฟในบ้านยังเปิดอยู่อย่างสลัวลาง ส่ายหัวขับไล่ความมึนงงอีกครั้งก็เห็นได้ชัดเจนว่าแสงที่สว่างนั้นมาจากห้องนั่งเล่นนั่นเอง
“ป๊าตื่นหรือเปล่าวะ ขืนใช่ล่ะก็โดนบ่นหูชาแหงๆ กลับไปนอนคอนโดดีกว่าไหมหว่า” ยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่อย่างชั่งใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปที่รถอีกครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่จุนซูเปิดประตูออกมาพอดี
“พี่แจจุงทำไมไม่เข้าบ้านล่ะฮะ”
“จุนซู!!...แฮ่~..” หันกลับมายิ้มแหยๆ ให้กับน้องชาย “พี่คิดว่าป๊าตื่นซะอีก กำลังจะเผ่นกลับไปนอนคอนโดอยู่เนี่ย ขี้เกียจฟังป๊าบ่น”
“ป๊าหลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เค้าไม่อยู่รอพี่หรอกน่า นึกว่าพี่จะไม่กลับด้วยซ้ำ”
“แล้วทำไมเรายังไม่นอนล่ะ นี่มันจะตีสองแล้ว”
“รู้เวลาเหมือนกันนี่ฮะ นึกว่าพระอาทิตย์ไม่ขึ้นแล้วจะดูเวลาไม่เป็นซะอีก” น้องชายแอบกัดพี่ตัวดีไปหนึ่งครั้งด้วยอาการหมั่นไส้ รู้อยู่หรอกว่าออกไปเที่ยว แต่กลับมาแล้วทำเสียงรถดังรบกวนใครต่อใครแบบนี้ดูท่าจะไม่ไหวแจจุงหน้ายู่เมื่อโดนน้องชายบ่นก่อนจะหันเหความสนใจโดยการดันไหล่ให้เดินเข้าบ้านไปพร้อมกัน
“จะนอนหรือยัง พี่อยากดื่มอะไรอุ่นๆ สักแก้ว จุนซูทำให้ก่อนได้ไหม พี่จะขอขึ้นไปอาบน้ำแล้วจะลงมา”
“เดี๋ยวผมเอาไปให้บนห้องก็ได้ พี่แจจุง คืนนี้ผมขอไปนอนด้วยนะ นอนคนเดียวแล้วนอนไม่หลับ” บอกแล้วก็เดินเลี่ยงไปทางครัวจัดการเครื่องดื่มตามที่พี่ชายต้องการทันที แจจุงรับคำเบาๆ ก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดไป
.
.
.
“วาดอะไรน่ะจุนซู” ชะโงกหน้าเข้ามาดูกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ที่น้องชายกำลังใช้ดินสอตวัดให้เป็นภาพอยู่อย่างตั้งใจ
“นางในฝัน” คำตอบสั้นๆ แต่ทำเอาคนฟังต้องเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“พี่ไม่ยักกะรู้ว่าเราชอบผู้หญิงอายุมากกว่า” ฝีมือเด็กศิลป์อย่างจุนซูสร้างสรรค์งานให้สวยสมจริงได้ไม่ยาก แต่ดูยังไงแจจุงก็ยังมองไม่เห็นถึงความเยาว์วัยของบุคคลในภาพ ถึงจะดูสวยสง่าแต่ก็ไม่เหมือนสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันสักนิด แล้วอย่างนี้จะให้เขาคิดยังไงได้ นอกจากน้องชายตัวเองชอบคนแก่!!
“พี่แจจุง!! มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” ก่อนที่ความคิดของแจจุงจะเตลิดเสียงแหลมก็ร้องอย่างขัดใจขึ้นมาซะก่อน ใบหน้ากลมใสตีหน้ายุ่ง
“เขาอยู่ในความฝันของผม ผมฝันเห็นเขา..ช่างเถอะ ผมก็วาดเล่นๆ ไปอย่างนั้นแหล่ะ” พยายามหาคำอธิบายมาให้พี่ชายได้เข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรไม่ได้มากกว่านี้จึงตัดบทไป ภาพของผู้หญิงที่เขาฝันเห็นเมื่อกลางวันยังติดตาไม่ยอมเลือนหายไปเสียที หลับตาก็ยังคงเห็นภาพแห่งความฝันนั้นได้ชัดเจน ดวงหน้าเศร้า นัยน์ตาโศก เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนแต่จนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออก ความรู้สึกนั้นรบกวนจิตใจจนต้องลุกขึ้นมานั่งวาดรูปเล่นให้เพลิน แต่ไปๆ มาๆ ก็ออกมาเป็นรูปของคนในความฝันจนได้
“จุนซู” เสียงเรียกแบบเคร่งเครียดทำให้จุนซูต้องเงยหน้าขึ้นมาจากสิ่งที่ทำอยู่มามองพี่ชาย “นายคนนั้น..เขากลับมาทำไม”
“ใคร..ยูชอนเหรอฮะ?” ตาโตตวัดมองน้องชายอย่างเคืองแค้นเมื่อชื่อต้องห้ามนั้นหลุดออกมาให้ได้ยิน จุนซูหัวเราะก่อนจะจัดการเก็บอุปกรณ์วาดรูปลงข้างเตียงแล้วเอนตัวลงนอน
“ไหนยูชอนบอกว่าบอกพี่แล้วว่าเขากลับมาทำไม”
“กลับมาตามหาหัวใจ..” …ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ...
“นายคิดว่าคำพูดของนายคนนั้นจะเชื่อถือได้สักเท่าไหร่เชียว”
“ผมตอบแทนหัวใจของพี่ไม่ได้หรอกฮะ พี่ก็ลองถามหัวใจตัวเองดูแล้วกันว่าพี่จะเชื่อเขาได้อีกสักครั้งไหม”
“................”
“ผมนอนแล้วนะ *กูท-เอ นาคท์นะฮะ” จุนซูบอกเมื่อเห็นพี่ชายนิ่งเงียบไปนาน เขาไม่อยากให้พี่ชายรีบร้อนตอบคำถามนั้นเมื่อยังไม่แน่ใจ ปล่อยให้เวลาเป็นสิ่งพิสูจน์คงจะดีที่สุดสำหรับคนคู่นี้
“อืม *จัลจาโยนะ” เลื่อนผ้าห่มให้มาคลุมทั้งตัวเขาและจุนซูเอาไว้ จุนซูหลับตาลงแล้วแต่เขายังคงนอนมองเพดานความคิดล่องลอยไป เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงเข้ามาฉายซ้ำในสมองอีกครั้ง
.
.
.
บรรยากาศในคลับหรูของบรรดาเหล่าไฮโซ ยิ่งดึกลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งหลายก็ยิ่งคึก เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มผสมผสานไปกับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อารมณ์ของใครหลายๆ คนเตลิดได้สุดกู่ มุมหนึ่งของร้าน โซฟาสีแดงเพลิงกำลังรองรับอารมณ์ใคร่ของสองร่างที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างไม่สนใจใคร ความปรารถนาในกายแล่นพล่านทั่วร่าง ผิวสัมผัสแนบร้อนระอุ ริมฝีปากประกบดูดดื่ม เรียวลิ้นและปลายนิ้วช่ำชองตวัดก่ายกอดปรนเปรอให้กันและกันอย่างร้อนรุ่มรุนแรงไปตามจังหวะเร้าเร่งของท่วงทำนองเพลง และคงจะเลยเถิดเกิดเป็นฉากอนาจารระคายสายตาขึ้นมาหากไม่มีมือของใครคนหนึ่งกระชากคนทั้งสองให้แยกออกจากกัน
“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ย!! ใครวะ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนดีหรอก ปล่อยนะโว้ย บอกให้ปล่อยไงเล่า!!” คิมแจจุงทั้งดิ้นทั้งถีบ ปากก็ก่นด่าคนที่กล้ามาขัดขวางความสุขของเขาอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ได้ทำให้อีกคนสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ยังคงลากกึ่งจูงกันมาจนถึงห้องน้ำที่กำลังปลอดคนจนได้
“เดี๋ยวนี้ทำตัวแบบนี้แล้วหรือไง ห๊ะ!!” เสียงตะคอกอย่างไม่ดังนักแต่ก็เกรี้ยวกราด ทำให้แจจุงสะดุ้งได้สุดตัว แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครอารมณ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธทันที
“ไมใช่เรื่องอะไรของนาย ถอยไป!!”ผลักคนตรงหน้าจนเซถอยหลังไปแล้วเตรียมจะเดินหนีแต่ก็ถูกล๊อคตัวไว้กับผนังด้วยมือทั้งสองข้างที่บีบไหล่บอบบางนั้นอย่างแรง
“เจ็บ ปล่อยนะยูชอน!!”
“จะกลับไปหาแม่สาวคนนั้นอีกงั้นสิ ลืมไปแล้วหรือไงว่านาย..เป็น..ของ..ใคร ถ้าลืมจะได้รื้อฟื้นให้” เพียงแค่คิดว่าคนตรงหน้าจะกลับไปหาใครและทำอะไรให้เห็นอีกบ้างยูชอนก็แทบทนไม่ไหว จากการตัดสินใจสะกดรอยตามมาตั้งแต่บริษัทจนถึงสถานที่แห่งนี้ แค่หวังว่าจะได้มีโอกาสพูดคุยปรับความเข้าใจกันดีๆ ก็กลายเป็นถ้อยคำแสบสันต์และการกระทำที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บช้ำ
ริมฝีปากที่ยังบวมเจ่อจากจูบอันเร่าร้อนกับผู้หญิงถูกยูชอนประกบลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง แจจุงสะบัดหน้าหนีแต่ก็ถูกมือใหญ่จับประคองให้กลับมารับสัมผัสที่ไม่มีความอ่อนโยนนั้นเลยครั้งแล้วครั้งเล่า ลิ้นกระหวัดเข้าไปช่วงชิงความหวานจากภายในโพรงปากนั้นอย่างย่ามใจ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนปรน แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนเมื่ออีกฝ่ายสงบลงบ้างเล็กน้อย สัมผัสที่เคยคุ้น ความรู้สึกที่โหยหาทำให้ทั้งคู่เผลอไผลปล่อยใจให้ล่องลอยไปอย่างไร้การควบคุม จนกระทั่งมือบางตีลงไปที่ไหล่หนานั้นหลายๆ ทีเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะขาดอากาศหายใจ
ยูชอนผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ลิ้นละเลียดความอ่อนหวานจากริมฝีปากนุ่มนั้นอีกครั้งอย่างอ่อนโยน แจจุงหายใจหอบเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำปิดแน่นเพื่อกลั้นน้ำตาที่กำลังคลอหน่วยไม่ให้ไหลลงมาให้ขายหน้าอีกคน นิ้วหนาลูบไล้ใบหน้าหวานนั้นเบาๆ ดันคางเล็กให้เชิดขึ้นก่อนที่จะเอ่ยเสียงแผ่ว
“แจ...อย่าทำแบบนั้นอีกเลยนะ เรายังรักกันอยู่..ผมรู้ เรากลับมารักกันอีกครั้งนะคนดี ได้ไหม ผมรักคุณนะแจจุง”
เพี๊ยะ!!
ฝ่ามือบางตวัดมือลงบนใบหน้ายูชอนอย่างแรงจนหน้าหัน แจจุงตัวสั่นด้วยความโกรธ สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดนูน ริมฝีปากเม้มแน่นจนซีดขาว จ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะอยากจะฆ่าจะแกงให้อีกฝ่ายตายลงซะตรงนี้ มือเรียวถูกยกขึ้นมาเช็ดปากแรงๆ อย่างไม่กลัวว่าจะเกิดแผล ก่อนที่จะสะบัดมือฟาดไปที่ใบหน้ายูชอนอีกครั้ง
เพี๊ยะ!!
“สำหรับคำพูดพล่อยๆ และการกระทำชั่วๆ ของนายไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน” ผลักคนตรงหน้าจนล้มลงไปนั่งอยู่กับพื้นอย่างแรง
“คนอย่างคิมแจจุง ถ้าไม่ใช่คนสำคัญแค่เพียงหนึ่งเดียว ก็ไม่ต้องการเป็นของใคร จำไว้!!”
.
.
.
“คนอย่างนาย รักใครเป็นด้วยเหรอ ปาร์ค ยูชอน” แจจุงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะข่มตาลงจนกระทั่งหลับไปในที่สุด
~To Be Continue~
*กูท-เอ นาคท์ ราตรีสวัสดิ์ ภาษาเยอรมัน
*จัลจาโย ราตรีสวัสดิ์ ภาษาเกาหลี